วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2562

SF-ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 2 #SayItNielOng


ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 2

Pairing: NielOng
Rate: PG-13
Tag: #ดลใจไอรัก
Project: #SayItNielOng





ช่วงเวลาเย็นย่ำของวันศุกร์ถือว่าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนและรถค่อนข้างติดสาหัส ร่างผอมบางของไอรักเดินเข้ามาในร้านอาหารสัญชาติญี่ปุ่นที่มีพนักงานตะโกนคำต้อนรับดังลั่นร้านให้เขาได้สะดุ้งโหยง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆ ร้าน ก่อนจะหันไปเอ่ยกับพนักงานที่ยืนคอยอยู่ว่าเจอโต๊ะเพื่อนเรียบร้อยแล้ว
ไอรักเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะสำหรับสองที่นั่ง เขาทรุดกายลงนั่งตรงข้ามกับรัฐนนท์ที่ตอนนี้ยังไม่ยอมเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ หลังจากได้เงินค่าคอมมิสชันของเดือนที่แล้ว

“จะไม่ทักทายเพื่อนหน่อยหรือไงคุณรัฐนนท์” คนมาใหม่เอ่ยแขวะก่อนจะหันไปยิ้มให้พนักงานและรับเมนูมาเปิดดู “ในโทรศัพท์มันมีอะไรดีอย่างนั้นหรือ ขอดูด้วยได้ไหม”

“ไม่ต้องมายุ่งเลย” รัฐนนท์ปิดล็อคโทรศัพท์ในมือทันควันแล้วดึงมาไว้กับตัว เมื่อเห็นเพื่อนรักทำท่าชะโงกมาดูสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์

“เดี๋ยวนี้มีความลับแฮะ” ไอรักหรี่ตามองเพื่อน “จีบสาวคนไหนอยู่หรือไง ทำไมต้องปิดกันด้วยอะ”

“สะ...สั่งอาหารก่อนไหม น้องเขายืนรอนานแล้ว”

“อ้าว พี่ขอโทษนะครับ” คนโดนเตือนหันไปเอ่ยกับพนักงานสาว ก่อนจะสั่งอาหารเมนูโปรดอย่างที่ทานเป็นประจำ

“หน้าหงิกมาอีกแล้ววันนี้ ทำงานกับพี่ดลครบสัปดาห์แล้วนะ เป็นอย่างไรบ้าง”
คนโดนถามถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าน่ารักหงิกงอมากกว่าปกติ ยิ่งนึกถึงใบหน้าของเพื่อนร่วมงานที่ช่วงนี้ต้องทำงานด้วยกันคิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดนักกว่าเดิม

“เอ้า คิ้วจะชนกันอยู่แล้ว มันแย่มากเลยหรือไง”
ไอรักนิ่งไปหลังจากฟังคำถามเพื่อนจบ เขานึกย้อนไปถึงช่วงวันสองวันแรกที่ต้องเริ่มทำงานด้วยกัน คำว่าเข้ากันดีไม่เคยมีอยู่ในความคิด เพราะต่างคนต่างมีวิธีการทำงานของตัวเองพอถูกจับมาทำงานร่วมกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกันจึงเกิดขึ้น
ไอรักเป็นคนที่จริงจังกับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงาน แม้ว่าจะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีแต่เขามักคุยจะกับบรรดาหมอที่เป็นลูกค้าอย่างค่อนข้างเป็นทางการ ผิดกับดลภัทรที่ระหว่างดีเทลกับหมอสนิทกันจนแทบจะเล่นหัวกันได้ ดังนั้นช่วงไหนที่ต้องไปพบลูกค้าของดลภัทรไอรักมักจะทำตัวไม่ค่อยถูก เขาต้องคอยปรับตัวให้เป็นคนที่ทุกคนเข้าถึงง่ายกว่าปกติ แต่หากหลังจากนั้นต้องไปพบลูกค้าของตัวเขาเอง บุคลิกทุกอย่างจะเปลี่ยนไปราวกับสับสวิตช์
ดลภัทรเคยถามถึงเรื่องการวางตัวขณะที่พวกเขานั่งรถไปทำงานด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าคนอายุมากกว่าค่อนข้างอึดอัดกับการทำงานของไอรัก และคอยบอกให้อีกฝ่ายเปิดใจกับลูกค้ามากกว่าที่ทำอยู่ในตอนนี้

“คิดอะไรนานจังวะ ตกลงว่าพี่ดลเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี”

“หมอนั่นขี้บ่นสุดๆ ไปเลย” รัฐนนท์ขมวดคิ้วกับคำตอบของไอรัก “ขยับตัวนิดนึงก็บ่น หน่อยนึงก็ว่า”

“ถามจริง”

“อือ” ไอรักตอบพลางจิบน้ำเปล่าในแก้ว

“ไม่ใช่ไปก่อเรื่องอะไรไว้แล้วโดนพี่เขาบ่นมานะ” คนฟังคำเพื่อนแทบสำลักน้ำ นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ 
เพราะดลภัทรเป็นดีเทลยาที่มักหาเรื่องคุยหยอกล้อกับลูกค้าเพื่อย่นระยะห่างและทำลายกำแพงของคำว่าลูกค้าและคนขายยา ทำให้หมอที่เป็นลูกค้าของดลภัทรเข้าใจว่าไอรักคงมีนิสัยไม่ต่างจากคนเป็นรุ่นพี่สักเท่าไร
แต่ผิดคาดที่ทั้งสองคนอยู่เป็นคนละขั้ว
นั่นทำให้การพูดคุยหยอกล้อของหมอหนุ่มคนหนึ่งในลิสต์ลูกค้าจืดเจื่อนไปพอสมควรจนดลภัทรต้องไล่ให้เขาออกไปเดินเล่นรอบโรงพยาบาลก่อนจะโดนเทศน์ชุดใหญ่ถึงเรื่องการวางตัวและการเข้าสังคม

“รักอย่าเงียบสิ มีอะไรก็เล่ามา” รัฐนนท์เอ่ยเรียกเพื่อนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง ใบหน้าของเพื่อนรักบูดบึ้งเสียจนไอรักหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“อยากรู้อยากเห็นเหลือเกินนะน้องนนท์คนน่ารัก”

“อย่ามาลีลา”

“ก็ไม่มีอะไร มันมีเรื่องที่ต้องปรับตัวเยอะหน่อย นนท์ต้องเข้าใจว่าเรากับนายคนนั้นโตกันมาคนละแบบ มีวิธีคิดวิธีทำงานไม่เหมือนกัน พอมันรวมเข้ากับอคติก็เลยเถียงกันสนุกเลยทีนี้”

“จะรอดไหมเนี่ยรัก เราชักเป็นห่วง”

“สบายมาก” ไอรักพูดแล้วยิ้มตาหยีให้เพื่อน พอดีกันกับที่พนักงานนำอาหารที่สั่งไปมาเสิร์ฟ “แล้วพี่เฮงเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างโอเคใช่ไหม”

“อื้อ” รัฐนนท์ตอบเพื่อนด้วยเสียงในลำคอเพราะกำลังเคี้ยวซูชิอยู่เต็มปาก “ทุกอย่างโอเค ยังคุยกันอยู่เลยว่ากลัวพี่ดลกับรักทะเลาะกันจนรถชน”

“จะบ้าหรือไง” ไอรักเผลอหลุดสบถเสียงดัง “เราก็รักตัวกลัวตายนะ”
รัฐนนท์หัวเราะร่วน ได้ยินไอรักเอ่ยแบบนี้เขาค่อยเบาใจขึ้นมาได้บ้าง

“เราว่าสามเดือนเราต้องเหนื่อยตายแน่ๆ” ไอรักเอ่ยออกมาอีกครั้ง ใบหน้าน่ารักมู่ทู่เสียจนรัฐนนท์ยอมวางตะเกียบเพื่อฟังเพื่อนพูดอย่างตั้งใจ

“อย่าเพิ่งคิดมากสิ ไอรักเพื่อนเราปรับตัวเก่งจะตาย ไม่อย่างนั้นไม่ทำดีเทลมาได้นานขนาดนี้หรอก”

“เราไม่ได้พูดถึงงาน” ไอรักเอ่ยแก้

“อ้าว” 

“หมายถึงต้องรบกับนายคนนั้นนั่นน่ะ เหนื่อยแน่ๆ”
คนนั่งฟังอย่างตั้งใจเมื่อครู่ได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหัวระอา นึกไม่ออกเลยว่าดลภัทรจะรับมือกับไอรักที่เป็นเด็กดื้อได้อย่างไร

“ไอรัก”

“ว่าๆ”

“ข้าวตรงหน้ากินเข้าไปให้หมด แล้วไม่ต้องพูดบ่นเรื่องพี่ดลแล้วนะ”

“เอ้า! อะไรอะ ทำไมเราบ่นไม่ได้”

“รักก็หาเรื่องบ่นทุกอย่างนั่นแหละถ้าเป็นเรื่องของพี่ดลน่ะ” คนโดนเพื่อนว่าทำหน้ามุ่ย ริมฝีปากเล็กเบะอย่างขัดใจ “ลองดูก่อน นี่เพิ่งผ่านไปสัปดาห์เดียวเอง เราว่าอยู่กับพี่ดลรักต้องได้อะไรเยอะแน่ๆ เชื่อเราสิ”

“เราก็เชื่อนนท์ตลอดนั่นแหละ เราจะไม่บ่นแล้วก็ได้ แต่ถ้านายนั่นทำอะไรบ้าๆ หรือพูดปากเสียอีกเราจะไม่ยอมแล้วนะ เดี๋ยวจะพกไม้บรรทัดเหล็กเอาไว้ตีเลยคอยดู”
รัฐนนท์หัวเราะพรืด ใครพูดว่าไอรักเป็นคนจริงจังกับชีวิตก็พูดไปเถอะ สำหรับเขาไอรักน่ะนิสัยเด็กกว่าอายุจริงๆ เสียอีก



#ดลใจไอรัก


ไอรักเดินเตร่อยู่ริมถนน ทีแรกเขาตั้งใจจะให้รัฐนนท์ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าที่เป็นทางผ่านกลับบ้านเพื่อน แต่ไปๆ มาๆ ก็บอกให้เพื่อนปล่อยเขาลงที่ป้ายรถประจำทางระหว่างทางแทน 
ด้วยความที่วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดและเขาไม่มีนัดต้องไปพบลูกค้ากับดลภัทรในช่วงเช้า แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวอย่างเป็นปกติของภูมิประเทศของกรุงเทพมหานครอย่างที่ใครหลายคนมักเอ่ยแซว แต่ไอรักก็ยังอยากเดินเล่นดูร้านรวงริมทาง ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ หรือกระทั่งรถยนต์ที่ขับผ่านไปผ่านมาก่อนกลับเข้าบ้าน ขาเรียวเล็กเดินไปตามฟุตพาทเล็กๆ สายตากวาดมองไปรอบๆ แบบไม่ได้โฟกัสสายตาไว้ที่จุดไหน ร้านผัดไทไม่ไกลจากที่เขาเดินอยู่ยังคงมีลูกค้าแน่นร้าน เสียงตะโกนโหวกเหวกของวินมอเตอร์ไซด์ที่อยู่กันคนละฟากถนน
ทั้งหมดไม่ได้ทำให้ไอรักรู้สึกสบายใจหรือผ่อนคลายจากความเครียดเรื่องต่างๆ แต่อย่างน้อยก็ยังทำให้เขาเลิกคิดได้ในชั่วขณะหนึ่ง
เสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นขัดจังหวะการมองฟ้ามองถนน พร้อมกับรถยนต์คันที่ช่วงนี้คุ้นตาเป็นพิเศษเลื่อนเข้ามาเทียบจอดข้างๆ ไอรักเลิกคิ้วมองคนที่กำลังลดกระจกลงมาเพื่อให้เห็นใบหน้าของคนขับอย่างชัดเจน

“มาเดินเตร็ดเตร่อะไรแถวนี้”

“นาย”
ไอรักเอ่ยออกมาได้เพียงแค่ประโยคเดียวก็มีเสียงแตรจากรถคันข้างหลังดังเรียกความสนใจ ดลภัทรมองทุกอย่างผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะหันกลับมาหาร่างบางที่ยังคงยืนมองอยู่

“ตกลงทำอะไร”

“รถข้างหลังด่าแล้วนะ มาจอดอะไรตรงนี้”

“ตอบมาก่อน” ไอรักตวัดสายตาค้อนให้กับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรไม่สนใจแต่ดลภัทรต้องได้คำตอบของคำถาม “ถ้าไม่อยากโดนรถคันอื่นแช่งก็ขึ้นรถมา”

“...” ไอรักงุนงงงกับประโยคที่พูดออกมาของดลภัทร ตกลงว่าเขาตั้งใจมาเดินเล่นแต่จู่ๆ กลับถูกบังคับให้ขึ้นรถเพราะรถยนต์ของอีกฝ่ายจอดขวางทางรถคันอื่น

“เร็วๆ” ทันทีที่ได้ยินคำเอ่ยเร่งของเจ้าของรถ ไอรักก็รีบเปิดประตูเข้าไปนั่งตำแหน่งด้านหน้าข้างๆ คนขับด้วยความมึนงง
รถยนต์คนเดินขับเคลื่อนออกจากจุดที่จอดเมื่อครู่แล้ว แต่ไอรักยังคงมีสีหน้างุนงงไม่หายจนดลภัทรที่หันมามองถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ

“เป็นอะไรทำไมทำหน้าแบบนั้น”

“เดี๋ยวนะ เรางง” ไอรักเอ่ย หน้าตายังคงไม่หายจากอาการมึงงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ 

“งงอะไร”

“คือเราขึ้นรถของนายมาทำไม” สิ้นประโยคของไอรัก เสียงหัวเราะของดลภัทรก็ดังลั่นรถ ชายหนุ่มเจ้าของรถหัวเราะออกมาจนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าตาแบบไหน ดวงตาที่เล็กอยู่แล้วหยีลงจนเหลือแค่ขีดสีดำๆ

“เป็นโรคบ้าจี้หรือเปล่า” ดลภัทรเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ เขายกมือข้างหนึ่งปาดหยดน้ำใสเล็กๆ ที่ล้นออกมาทางหางตา

“นี่! หยุดหัวเราะเลยนะ” ไอรักตวาดแหว ไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของตัวเองเป็นแบบไหนแต่นึกขอบคุณที่ภายในรถมืดจนมองไม่ออกว่าแก้มนิ่มของเขาเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงหรือไม่ ไอรักรู้สึกเพียงแค่ความร้อนเห่อที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าหลังจากรู้สึกตัวว่าเขาพาตัวเองขึ้นมานั่งบนรถของคนที่ไม่ชอบหน้าที่สุด

“อ้าว เงียบเลย ตกลงที่เดินอยู่ริมถนนนั่นเพราะโดนทิ้งหรือเป็นอะไร”

“เปล่า แค่อยากเดิน”

“ยังไงนะ?”

“ก็อยากเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่อยากเข้าบ้าน”

“อากาศร้อนๆ แบบนี้เนี่ยนะ” ดลภัทรเอ่ยแย้ง นึกประหลาดใจกับความคิดของคนตรงหน้า

“ก็อยู่กับอากาศแบบนี้มาตั้งแต่เกิด นายยังไม่ชินอีกหรือไง”
ไอรักเอ่ยแล้วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ คนส่วนใหญ่มักจะชอบอากาศเย็นหรือตอนฝนตกแต่สำหรับเขาอากาศแบบไหนเขาก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แม้ว่าฤดูร้อนจะร้อนมากขึ้นทุกปีก็ตาม 

“ไม่ใช่ว่าไม่ชิน แต่คุณไม่ร้อนหรือไง ทั้งฝุ่น ควัน อากาศก็อบอ้าว ระวังจะเป็นลม”

“เราแข็งแรงดีหรอกน่า” ไอรักตอบพลางมองไปที่ถนนด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยถามคนนั่งตำแหน่งคนขับรถ “นายจะไปไหน”

“ขับมาตั้งนานเพิ่งจะเอะใจหรือไงคุณไอรัก นี่ถ้าพาไปขายจะรู้ไหม” ดลภัทรถามแล้วพูดต่อทันที “อ้อ ลืมเลย ผอมๆ แบบนี้น่าจะขายไม่ได้”

“ขายได้ไม่ได้แล้วมันยังไง” ไอรักมองตวัดค้อนใส่คนอายุมากกว่าที่ตนเองไม่เคยคิดจะเรียกว่าพี่เลยสักหนตั้งแต่รู้จักกัน

“เปล่าน่า อย่าเพิ่งโมโหสิ” ดลภัทรเอ่ยประนีประนอม “เห็นเมื่อกี้บอกว่าไม่อยากกลับบ้าน”

“แล้วจะทำไม”

“เดี๋ยวพาไปที่ที่หนึ่งแล้วจะพาไปส่งหน้าบ้านดีไหม”
แม้อยากจะตอบว่าไม่อยากไปด้วย แต่ด้วยส่วนลึกในใจไอรักตอบรับคำชวนของดลภัทรไปแล้วด้วยนิสัยชอบนั่งรถไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย ชอบปล่อยให้อารมณ์โลดแล่นไปกับสายลมแสงแดด

“นายจะไม่พาเราไปฆ่าใช่ไหม” ดลภัทรหัวเราะอีกครั้ง ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองสักเท่าไรว่าทำไมอยู่กับไอรักทีเราเขากลายเป็นคนเส้นตื้นไปเสียทุกครั้ง

“ฆ่าคุณแล้วได้อะไรขึ้นมา ดูตัวเองก่อนดีไหมว่ามีเงินติดตัวอยู่กี่บาท”
ไอรักเงียบ ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะนึกได้ว่าตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่ไม่ถึงห้าร้อยบาท
รถยนต์คันหรูแล่นเงียบๆ ก่อนจะเลี้ยวจอดในลานจอดรถแล้วดับเครื่องยนต์ ไอรักมองออกไปด้านนอกจากทางหน้าต่างรถยนต์ เห็นร้านอาหารกึ่งบาร์ร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ไม่ไกล แล้วหันมองหน้าคนพามา
ดลภัทรยักไหล่น้อยๆ แทนคำตอบ มือแกร่งเปิดประตูลงไปยืนด้านนอกรถหลายนาทีก่อนจะก้มลงมามองคนที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม

“ไม่ลงรถหรือไง”

“นายพาเรามาที่นี่ทำไม” ไอรักเอ่ยถามทั้งที่ตัวเองยังไม่ยอมลงจากรถ

“อ้าว ไหนเมื่อกี้บอกไม่อยากกลับบ้าน” 
ใช่ไอรักไม่อยากกลับบ้าน แต่ไม่ใช่มีเรื่องให้เครียดจนต้องมานั่งในสถานที่แบบนี้เสียหน่อย

“มานั่งเป็นเพื่อนผมหน่อย ผมหิวข้าว” คนพามาว่าแบบนั้นพลางใช้มือตัวเองลูบหน้าท้องเป็นท่าทางที่บอกว่าเขาหิวจริงๆ

“ตรงที่เราเดินอยู่เมื่อกี้ก็มีร้านข้าวเต็มไปหมด”

“ร้านพวกนั้นไม่มีเพลงให้ฟัง”

“เยอะ” ไอรักว่าแบบนั้นแต่ก็ยอมลงจากรถแต่โดยดี คนตัวบางเดินตามคนหิวเข้าร้านโดยทิ้งระยะห่างไม่มากนัก
ทันทีที่เดินเข้าประตูมาไอรักถึงกับต้องนิ่วหน้าเพราะเสียงเพลงที่ทางร้านเปิดดังลั่น ดวงตากลมมองไปทางคนตัวโตที่ตอนนี้กำลังคุยกับพนักงานเสิร์ฟเพื่อหาโต๊ะนั่ง

“มีที่เงียบๆ ให้นั่งไหม” เขาเดินเข้าไปถามดลภัทรแบบนั้น แล้วปล่อยให้ชายหนุ่มสื่อสารกับพนักงานอย่างที่ตนเองต้องการ

“ไปนั่งด้านบนกัน” ดลภัทรพยักหน้าให้ไอรักที่ยืนมองรอบๆ อยู่ มือแกร่งแตะเข้าที่แผ่นหลังแคบเป็นเชิงบอกให้เดินไปอย่างที่ไม่รู้สึกเคอะเขิน
เสียงเพลงเบาลงตามระยะห่างของที่นั่ง สีหน้าของไอรักดีขึ้นหลังจากเห็นว่าดลภัทรเลือกที่นั่งในส่วนของระเบียงเอาท์ดอร์เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงดัง

“มันเป็นส่วนสำหรับคนสูบบุหรี่ คุณนั่งได้ใช่ไหม” คนอายุมากกว่าถามอีกครั้งทำไมไอรักหันมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ

“ก็คงโอเคกว่าเสียงดังแหละ” คำตอบของไอรักทำเอาดลภัทรหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตตอนหันหน้ามองเขาก่อนตอบคำถามเรื่องที่นั่งมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังมองลูกแมวตัวเล็กๆ
คนนั่งมองลูกแมวที่กำลังมองทุกอย่างรอบตัวกระแอมเบาๆ เรียกสติเมื่อไอรักหันกลับมาจ้องที่เขา เมนูในมือถูกเปิดผ่านๆ แบบที่ไม่ได้อ่านเลยด้วยซ้ำ

“จะกินอะไรไหม สั่งได้นะเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”

“ไม่ล่ะ เรากินข้าวกับนนท์ไปเมื่อตอนเย็นแล้ว” 

“เมื่อเย็นนัดเจอน้องนนท์อย่างนั้นสินะ”

“อื้อ ก็ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน” ไอรักตอบทั้งที่ตายังคงมองสำรวจไปทั่ว ไม่ได้สนใจเลยว่าคนตรงหน้าที่กำลังดูเมนูอาหารชะงักกึก “ก็ต้องคิดถึงเป็นธรรมดาสิ”

“คุณกับน้องนนท์เป็นอะไรกัน” ดลภัทรถามคนตรงหน้าทั้งที่สายตายังจับจ้องอยู่กับเมนูรายการอาหาร

“ฮะ!? เป็นอะไร” ไอรักทำหน้าตางุนงง “เป็นอะไรก็เป็นเพื่อนไง”

“แค่เพื่อนอย่างนั้นหรือ” 

“ใช่สิ ให้เป็นอะไร” ไอรักนิ่งไปก่อนที่ดวงตาโตจะเบิกกว้างมองคนตรงหน้า “คงไม่ได้คิดว่าเรากับนนท์เป็นแฟนกันหรอกนะ”

“ก็แล้วใช่หรือเปล่า”

“ไม่ใช่!” เสียงเล็กเผลอหลุดตะโกนดังลั่น “ขนลุกไปหมดแล้วนายพูดอะไรเนี่ย”
ดลภัทรหัวเราะเบาๆ กับการกระทำของคนอายุน้อยกว่า เขากวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟเพื่อสั่งอาหารสองสามอย่างให้ตัวเองและน้ำผลไม้ให้อีกคนที่ยังนั่งมองเขาด้วยความหวาดระแวง
น่าแปลก ทั้งที่ถูกมองด้วยสายตาประหลาดแต่ดลภัทรกลับไม่รู้สึกแย่แต่กลับรู้สึกสนุกที่ได้เห็นสีหน้าหลากหลายของอีกฝ่ายแทน

“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ จะโวยวายเสียงดังทำไม”

“ก็ดูพูดเข้า เรากับนนท์จะเป็นแฟนกันได้ยังไง เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน”

“พรุ่งนี้คุณว่างไหมไอรัก” จู่ๆ ดลภัทรก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหัน ทำเอาไอรักไม่ทันได้ตั้งตัว

“ก็ไม่ได้ไปไหนนะ พรุ่งนี้จะนอนตื่นสายๆ นายมีอะไรหรือว่าจะไปทำงาน”

“เปล่า” ดลภัทรนิ่งไป เขากำลังชั่งใจในสิ่งที่กำลังจะพูด ดวงตาคมมองหน้าลูกแมวที่ตอนนี้ได้น้ำผลไม้แก้วโตไปถือไว้
ซึ่งภาพตั้งทำให้เขาเผลอยิ้มกับตัวเองอีกแล้ว

“ชอบแมวไหม”

“ไม่ถึงกับชอบแต่เวลาเห็นก็รู้สึกว่าน่ารักดี”

“งั้นพรุ่งนี้ไปคาเฟ่แมวกัน”

“ฮะ!?”

“ใช้หางเสียงว่าฮะแทนครับก็น่ารักดี” ดลภัทรว่าแบบนั้นแต่กลับทำให้ไอรักมองตาเหลือก

“เดี๋ยวสิ ฮะไม่ใช่คำตอบรับ”

“เอาเป็นว่าคืนนี้ผมไปส่งคุณที่บ้าน แล้วพรุ่งนี้สายๆ เกือบเที่ยงจะไปรับ เราไปหาอะไรกินที่คาเฟ่แมวกัน”

“นายฟังกันไหมเนี่ย เรายังไม่ได้ตอบอะไรเลย” ไอรักเบรกอีกคนก่อนบทสนทนามันจะไปไกลกว่าเดิม

“ก็คุณตอบแล้วเมื่อกี้ไง”

“เราแค่ตกใจ” คนโดนมัดมือชกเอ่ยแก้ “จู่ๆ จะมาชวนไปคาเฟ่แมว ผีเข้านายหรือไง”

“เปล่า” ดลภัทรปฏิเสธทั้งที่สายตายังมองคนตรงหน้าอยู่เช่นเดิม “ก็แค่...เราจะได้สนิทกันมากขึ้นไง ทำงานด้วยกันอีกตั้งนาน”

“มันต้องขนาดนั้นเลยหรือ”

“ขนาดนั้นแหละ พรุ่งนี้ผมไปรับนะ”
ไอรักคล้ายกับคนเป็นใบ้อยู่ชั่วขณะ จู่ๆ ก็โดนบัดดี้จำเป็นมัดมือชกให้ออกไปนั่งคาเฟ่ในวันเสาร์ที่ต้องการพักผ่อนแบบนอนโง่ๆ อยู่ที่บ้านโดยไม่ตามความเห็นเลยสักคำ

“นะคุณ” ดลภัทรถามย้ำเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบ

“อือๆ รีบกินข้าวไปเลยหิวไม่ใช่หรือไง เราอยากกลับบ้านแล้ว” 



#ดลใจไอรัก


คาเฟ่แมวสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนรักและเอ็นดูแมวตั้งอยู่ในพื้นที่ของวิลล่ากลางเมือง ไอรักเดินตามคนตัวสูงเข้ามาในร้านเงียบๆ ทั้งสองคนเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งอาหาร และเริ่มสั่งเมนูที่อยากทานมาสองสามอย่าง ก่อนดลภัทรจะไอรักเป็นคนเลือกที่นั่ง
ลูกแมวหลากหลายสายพันธุ์เดินไปมาในคาเฟ่ทำเอาไอรักตื่นเต้นจนต้องหันซ้ายหันขวาเพื่อมองตาม ภาพนั้นอยู่ในสายตาของดลภัทรทั้งหมด ชายหนุ่มหลุดรอยยิ้มกว้างออกมาหลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายหน้ามุ่ยลง ไอรักขัดใจเล็กน้อยที่ตนหันไปเล่นกับเจ้าแมวตัวอ้วนสีขาวสะอาดแต่อีกฝ่ายกลับไม่เล่นกลับ มิหนำซ้ำยังเดินหนีไปปีนคอนโดแมวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอีกต่างหาก

“แมวอะไรเอาแต่ใจชะมัด” คราวนี้คนได้ยินถึงกับหลุดหัวเราะหึออกมาเบาๆ ไม่รู้แมวเอาแต่ใจที่ไอรักพูดถึงคือเจ้าตัวสีขาวหรือพูดถึงตัวเองกันแน่
มือแกร่งหยิบพู่สองอันขึ้นมาสะบัดเบาๆ เพื่อเป็นการเรียกความสนใจจากเจ้าลูกแมวตัวเล็กแสนเย่อหยิ่งที่กำลังนอนอยู่ไม่ไกล มันได้ผลอยู่บ้างจากเสียงกระดิ่งที่ติดอยู่กับพู่ แมวตัวเล็กสองสาวตัวเดินเข้าหาคนตัวโตที่นั่งปัดพู่กระดาษในมือไปมา ไอรักเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ ลูกแมวที่เดินเข้ามากระโดดปีนขึ้นตักแกร่งเพื่อออดอ้อนดลภัทร

“นายทำได้ยังไงน่ะ” ไอรักถามไปแบบนั้นด้วยความตกใจแล้วพูดต่อ “เราอยากเล่นกับน้องบ้างๆ”

“น้อง? น้องไหน”

“นี่ไงน้อง” ไอรักชี้นิ้วไปที่ลูกแมวสองสามตัวที่กำลังเล่นกับของเล่นของดลภัทรอย่างสนุกสนาน

“เรียกเสียน่ารัก”

“ก็น้องน่ารักจริงๆ นี่”

“โอเค น่ารักก็ได้ อยากเล่นก็มาเอาพู่ไป สะบัดๆ เดี๋ยวมัน--”

“น้อง” ไอรักแย้ง

“เออนั่นแหละ เดี๋ยวน้องก็เดินมาหาเอง”
จนแล้วจนรอดไม่ว่าลูกแมวตัวใดก็ไม่ยอมเดินเข้าไปหาไอรักทำเอาคนตั้งตารอหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่ถูกใจ ดลภัทรเห็นแล้วนึกอยากหัวเราะเยาะเย้ยแต่กลัวจะโดนอีกคนปาช้อนในมือใส่หน้า

“ไม่เห็นเหมือนที่นายพูดเลย” ไอรักหลุดเสียงกระเง้ากระงอดใส่คนตัวโตที่นั่งอยู่ด้วยกัน

“คุณปล่อยรังสีอำมหิตหรือเปล่า พวกลูกแมวถึงไม่อยากอยู่ด้วย”
คนโดนแขวะหันไปค้อนขวับ ไอรักขยับกายเปลี่ยนท่านั่งตั้งใจดูดเครื่องดื่มของโปรด ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งที่ข้างกาย
ดวงตากลมโตเบิกกว้างพร้อมกับรอยยิ้มหวานเมื่อได้เห็นลูกแมวใจกล้าเดินเข้ามาใกล้กระเป๋าคู่ใจแล้วใช้เท้าเล็กตะปบพวงกุญแจกระดิ่งที่ห้อยอยู่ ไอรักมองดูเจ้าตัวเล็กก่อนจะหันไปยิ้มตาหยีให้ดลภัทรที่มองอยู่ด้วยกัน ทำเอาคนโดนยิ้มใส่ชะงักค้างกลางอากาศ 
น่ารัก เป็นคำแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิด ดลภัทรลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่กำลังนั่งเล่นกับลูกแมวใจกล้าแล้วได้แต่อมยิ้มเงียบๆ ริมฝีปากเล็กที่กำลังขยับขมุบขมิบราวกับคุยกันรู้เรื่องเสียเต็มประดานั่นอีก
เหมือนแมวสองตัวกำลังเล่นด้วยกัน

“นายๆ น้องน่ารักไหม” เสียงเล็กเอ่ยถามขึ้นอย่างสดใส ไอรักยิ้มให้กับเจ้าลูกแมวตัวกระเปี๊ยกที่กำลังใช้ขาหน้าตะปบเส้นด้ายที่เขาใช้เล่นกับน้อง
ดลภัทรไม่ชอบบรรยากาศหวานเลี่ยนของร้านขนมหวานแม้ว่าเขาจะชอบดื่มกาแฟ ส่วนมากชายหนุ่มจะนัดเจอลูกค้าที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็ร้านอาหารและร้านกาแฟที่ดูเป็นทางการมากกว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยสีพาสเทลเช่นคาเฟ่แมวที่เขานั่งอยู่ในตอนนี้
ดลภัทรชอบแมว แต่ไม่ได้ซื้อมาเลี้ยงที่บ้านเพราะแยกออกมาอยู่คนเดียว แม้ว่ามารดาจะคะยั้นคะยอให้เขากลับไปอยู่ที่บ้านสักเพียงใด ชายหนุ่มก็มักจะอ้างเรื่องการเดินทางระหว่างบ้านกับบริษัทที่ค่อนข้างไกล เขาไม่อยากฝ่าการจราจรที่ติดขัดในทุกเช้าเย็น

“นายๆ ดูน้องสิ” เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจากคนตัวเล็กตรงหน้าเรียกความสนใจให้ดลภัทรตื่นจากภวังค์ความคิด รอยยิ้มสดใสที่กำลังสนใจลูกแมวตรงหน้าทำให้คนอายุมากกว่าได้มีโอกาสพิจารณาใบหน้าน่ารักได้นานกว่าปกติ
ไอรักเป็นคนที่มีหน้าตาน่ารัก จากที่ทำงานด้วยกันได้หนึ่งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของเขาเองหรือลูกค้าของเจ้าตัวต่างมองกันตาค้างเสมอเมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่ใบบนหน้าของไอรัก ดลภัทรเคยแอบเรียกมันว่ารอยยิ้มการค้า เพราะอีกฝ่ายมักจะใช้รอยยิ้มนั้นส่งให้ลูกค้าเสมอเวลาต้องการต่อรองให้อีกฝ่ายสั่งซื้อยา
แต่รอยยิ้มนั้นกลับใช้ไม่ได้กับดลภัทร
เสียงหงุงหงิงที่กำลังคุยกับลูกแมวตัวเล็กนี่ต่างหากที่สามารถดึงสายตาเขาไว้ได้ทั้งหมด

“มองอะไร” เสียงเล็กเอ่ยถามอย่างเอาเรื่องเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

“เปล่า”

“เอ๊ะ ก็เราเห็นว่านายมองอยู่ ยังจะเถียงอีก”

“...มองลูกแมว” คนถูกคาดคั้นเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบอีกฝ่ายออกไป

“มองลูกแมวอะไร นายมองเรา”

“อย่ามามั่วน่าคุณไอรัก ผมจะมองคุณไปทำไม”

“นั่นน่ะสิ” ‘คุณไอรัก’ พยักหน้ายอมรับคำตอบของดลภัทรไปเสียเฉยๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังเถียงกันอยู่ฉอดๆ ดลภัทรมองหน้าคนที่ยังคงพูดเสียงที่สี่สิบห้ากับแมวก่อนจะตาโตขึ้นมาอีกเมื่อมีลูกแมวอีกสองตัวเดินเข้ามาหา ตัวหนึ่งพยายามกระโดดขึ้นบนตัก ส่วนอีกตัวก็นอนพลิกหงายแล้วส่งสายตาออดอ้อนให้เล่นด้วย
ดลภัทรหัวเราะกับท่าทางเหมือนเด็กของอีกฝ่าย ทั้งที่อายุห่างกันเพียงแค่ปีเดียวแต่เขากับรู้สึกเหมือนไอรักยังคงเป็นเด็กที่ตื่นเต้นไปกับอะไรง่ายๆ
เหมือนอย่างที่เจ้าตัวกำลังโดนแมวหลายตัวคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง

“นายช่วยด้วย” เสียงร้องขอความช่วยเหลือทำดลภัทรเลิกคิ้วแต่ถึงอย่างนั้นตนเองยังคงสนใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออยู่ดี

“ช่วยอะไร”

“แมว”

“แมวก็ยอมเล่นกับคุณแล้วไง จะให้ช่วยอะไรอีก”

“ฮื่อ มันเยอะไป” ดลภัทรเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือไอรักกำลังถูกสมุนสี่ห้าตัวรุมทึ้งไม่หยุด เจ้าของใบหน้าหล่อหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะรีบกลั้นขำเมื่ออีกฝ่ายตวัดค้อนมาให้ เขากระแอมไล่ก้อนขำเล็กน้อยแล้วลุกไปหยิบตัวป่วนมาอุ้มไว้สองตัวปล่อยให้ที่เหลือทึ้งหัวหน้าแมวตัวโตอยู่เหมือนเดิม แต่ดีขึ้นมาหน่อยเพราะอย่างน้อยไอรักก็ยังได้มีช่องหายใจ

“ไหนตอนแรกบ่นว่าไม่มีตัวไหนเล่นด้วยไง” คนช่วยชีวิตถามกลั้วหัวเราะแต่คนโดนแซวไม่ตอบโต้ ไอรักทำเพียงแค่ถลึงตาใส่คนถามแล้วหันไปคุยเล่นกับลูกแมวตัวแสบต่อ ปล่อยให้ดลภัทรนั่งลูบขนเจ้าสองตัวที่ไปดึงมาอุ้มไว้แทน



#ดลใจไอรัก


กว่าจะโน้มน้าวให้ไอรักย้ายตัวเองออกจากร้านคาเฟ่แมวได้เวลาก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งสี่โมงเย็น ดลภัทรโคลงศีรษะกับตนเองเมื่อนึกไปถึงช่วงเวลาที่ลูกพี่กับลูกน้องแมวบอกลากัน กว่าจะได้ลุกจริงๆ ก็เสียเวลาไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง
นี่คือสภาพของคนที่บอกว่าไม่ค่อยอะไรกับแมวสักเท่าไร
หลังจากบอกลาสมุนตัวเล็กเสร็จเรียบร้อย เขาก็ชวนให้ไอรักทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนจะพาไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย 
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ค่อนข้างเกินความคาดหวังไปเยอะ อันที่จริงเขาตั้งความหวังไว้เพียงแค่ต้องการให้ไอรักเลิกอคติและตั้งแง่กับเขาเสียที ร่างสูงเดินเข้ามาภายในตัวบ้านที่มืดสนิทแล้ววางของไว้บนโต๊ะที่ประจำ ก่อนจะทิ้งกายลงบนโซฟาขยับเล็กน้อยจนกลายเป็นนอนยาวเหยียด มือข้างหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทอ่าน เขาพิมพ์ตอบเพื่อนสนิทอย่างหัสดินสองสามประโยคแล้วปิดมันไว้ตามเดิม
ดลภัทรยังคงนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยภายในความมืด เขาไม่ได้เปิดโทรทัศน์เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนเพราะต้องการใช้ความคิดในความเงียบก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
เสียงกุกกักจากประตูหลังบ้านปลุกให้ดลภัทรรู้สึกตัวจากห้วงนิทรา ดวงตาคมดุลืมขึ้นมองรอบบ้านในความมืด ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของมนุษย์โผล่ออกมาจากห้องครัว ชายหนุ่มเจ้าของบ้านยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ เขากำลังคิดชั่งใจก่อนจะโทรศัพท์ไปหาหัสดินเพื่อให้แจ้งตำรวจมาที่บ้านเขาโดยเร็วที่สุด
เมื่อเห็นว่าผู้บุกรุกเดินขึ้นบนชั้นสองไปแล้ว เจ้าของบ้านอย่างดลภัทรก็ลุกขึ้นมาบ้าง ขายาวก้าวเร็วไปยังมุมหนึ่งของบ้านแล้วหยิบไม้เบสบอลมาถือไว้ โชคดีที่ก่อนหน้านี้หัสดินแนะนำให้เขาซื้อติดบ้านเอาไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉิน
และวันนี้เขาคิดว่าคงได้ใช้มันอย่างแน่นอน
ประตูห้องนอนเขาเปิดออกจนเขานึกแปลกใจว่ารู้ได้อย่างไรว่าบ้านของเขามีอะไรบ้าง พวกมันทำงานเงียบกริบ ฝีเท้าของขโมยสองคนเบาเสียจนแทบไม่รู้สึกว่าบ้านของเขากำลังมีผู้บุกรุกเลยด้วยซ้ำ ไม้เบสบอลในมือถูกกระชับให้แน่นขึ้น เขารอจังหวะและนับเวลาที่ตำรวจจะมาถึง ก่อนที่จะส่งเสียงให้โจรรู้สึกตัวก่อนที่มันจะหยิบจับของมีค่าใส่กระเป๋า

“เฮ้ย!” ดลภัทรตะโกนให้อีกสองคนที่เป็นผู้บุกรุกสะดุ้งโหยง

“ฉิบหาย ไหนมึงบอกไม่มีใครอยู่บ้านไงวะ” โจรคนแรกหันไปเอ่ยกับเพื่อนที่ยังคงยืนนิ่งค้างอยู่

“บ้านมืดสนิทขนาดนั้น ใครจะไปรู้ล่ะวะว่ามันชอบอยู่บ้านมืดๆ”

“พวกมึงเป็นใคร” เสียงทุ้มเอ่ยถามโจรทั้งสองคนทั้งที่ในมือยังคงถือไม้เบสบอลชี้หน้าพวกมันทั้งคู่ “เข้ามาขโมยอะไรในบ้านกู”

“ก็เห็นแถวนี้ลือว่ามึงรวยนักไม่ใช่หรือ แบ่งกันใช่บ้างสิไอ้น้องชาย”

“กูลูกคนเดียว” คนถูกเรียกน้องชายสวนกลับ ใบหน้าหล่อเหลามีสีหน้าดุดันเสียจนโจรสองคนชักใจฝ่อขึ้นมาบ้าง แต่อย่างว่าขึ้นหลังเสือแล้วจะลงง่ายๆ ก็คงไม่ได้

“น่า อย่าซีเรียสนักเลย ว่าแต่อยู่คนเดียวหรือไงหนุ่ม” โจรสองคนยังคงทำใจดีสู้เสือ ไม่ยอมให้เจ้าของบ้านล่วงรู้ว่ามันกำลังสั่นอยู่ไม่น้อย
ถึงแม้ว่าพวกมันจะมีกันสองคนแต่หากเปรียบเทียบขนาดร่างกายแล้ว หากสู้กันขึ้นมาจริงๆ พวกมันก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถชนะเจ้าของบ้านที่ในมือถือไม้เบสบอลได้

“จะออกจากบ้านกูไปแบบที่มีลมหายใจอยู่ หรือจะรอตำรวจมาลากพวกมึงไปเข้าคุก” ดลภัทรเอ่ยขู่เสียงเรียบ ดวงตาคมดุยังคงจดจ้องไปที่โจรทั้งสองคนอย่างมีสติ หากพวกมันตุกติกเขาพร้อมจะกระโจนใส่พร้อมไม้เบสบอลในมือทันที

“แหม ขู่กันแบบนี้ก็แย่เลยสิ พวกกูต้องการใช้เงินเสียด้วย ขอหยิบอะไรเล็กๆ น้อยๆ ไปขายหน่อยแล้วกัน”
ดลภัทรขมวดคิ้ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกพ่นออกมาทีละนิดเพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเอง ถ่วงเวลารอหัสดินที่กำลังตามตำรวจให้

“สรุปจะไม่ออกไปดีๆ ใช่ไหม”

“นาฬิกาเรือนนี้สวยดี” หนึ่งในโจรเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบนาฬิกาข้อมือยี่ห้อที่ใครต่างก็รู้ดีว่ามีราคาขึ้นมาดูแล้วเก็บใส่กระเป๋า “ขอนะ”
มันว่าอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะเดินไปหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คขึ้นมาพิจารณาแล้วหยิบใส่กระเป๋าอีกครั้ง
ดลภัทรกำลังอดทนอย่างถึงที่สุด เขาหายใจแรงขึ้นความอดทนสิ้นสุดลงเมื่อผู้บุกรุกสองคนเดินไปรื้อโต๊ะทำงานแล้วปัดทุกอย่างจากบนโต๊ะทิ้งลงข้างล่าง เสียงแก้วแตกที่ได้ยินทำให้เส้นความอดทนของเจ้าของบ้านขาดผึง ไม้เบสบอลในมือถูกเหวี่ยงเข้าหาหนึ่งในสองคนนั้นและเฉี่ยวศีรษะพวกมันไปอย่างหวุดหวิด
ชายหนุ่มตัวโตหอบ ความรู้สึกเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาเหลือบเห็นกล่องดนตรีที่เขารักที่สุดในชีวิตนอนนิ่งอยู่บนพื้น ความโกรธจัดเข้าครอบงำเขาอีกครั้ง ดลภัทรใช้ไม้เบสบอลเหวี่ยงไปที่โจรทั้งสองคนอย่างไร้ทิศทาง ก่อนจะรู้ตัวอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายหยิบไม้กอล์ฟที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นขึ้นมาฟาดใส่เขาเต็มแรง เสียงกรีดร้องของชายหนุ่มเจ้าของบ้านดังลั่นพร้อมกับตำรวจหลายนายวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับอาวุธปืน 
หัสดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย เขาพุ่งตรงไปหาเพื่อนสนิทที่นอนจับแขนและร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด

“ไอ้ดล”

“เฮง พยุงกูหน่อย” คนเจ็บเอ่ยแบบนั้น คนเป็นเพื่อนก็ขัดไม่ได้ ร่างแกร่งที่ตัวสูงกว่าพยุงเพื่อนลุกขึ้นก่อนจะรีบจับมันไว้อย่างตกใจเมื่อดลภัทรยกเท้าขึ้นถีบโจรทั้งสองคนด้วยแรงทั้งหมดที่มี ใบหน้าหล่อถมึงทึงเสียใจหัสดินไม่กล้าเอ่ยถาม ทำได้เพียงแค่ดึงเพื่อนไว้ไม่ให้ถูกฟ้องคดีทำร้ายร่างกาย

“พอแล้วไอ้ดล พอก่อน” คนห้ามได้แต่เอ่ยปรามวนอยู่อย่างนั้น “แขนมึงเจ็บอยู่นะ ไปโรงพยาบาลกับกู”

“ไปโรงพยาบาลก่อนเถอะครับ เสียงร้องดังขนาดนั้นไม่รู้ว่าหักหรือเปล่า” ตำรวจนายหนึ่งแนะนำ เขากำลังมองตำรวจนายอื่นล็อคตัวโจรทั้งสองคนเพื่อเดินไปขึ้นรถ “ยังไงถ้าจัดการทางนี้เรียบร้อยแล้ว ผมจะติดต่อมาเพื่อขอสอบปากคำนะครับ”

“ขอบคุณนะครับ” ดลภัทรตอบเพียงแค่นั้น แล้วปล่อยให้เพื่อนสนิทจัดการล็อคบ้านให้เรียบร้อยแล้วลากตัวเองขึ้นรถเพื่อไปโรงพยาบาล 




#ดลใจไอรัก

TBC



------------------------------------------

ตอนหน้าจบแล้วนะคะ :)

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562

SF-ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 3 (END) #SayItNielOng



ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 3

Pairing: NielOng
Rate: PG-13
Tag: #ดลใจไอรัก


Project: #SayItNielOng




ดลภัทรเดินออกจากห้องฉุกเฉินด้วยหน้าตาเรียบเฉยแล้วหยุดยืนตรงหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังกดโทรศัพท์รัวจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

“อ้าวมาแล้วหรือคุณชาย” หัสดินเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนชั่วครู่แล้วกลับไปสนใจเกมในโทรศัพท์ต่อ “กูขออีกนิด จะจบเกมแล้ว”

ได้ยินอย่างนั้นร่างของคนป่วยก็ทรุดกายลงนั่ง แขนข้างขวาที่ถูกครอบด้วยเฝือกสีขาวขยับเล็กน้อยไม่ให้มีอะไรมากระทบ

“ใส่เฝือกเลยหรือวะ” คนยังคงติดพันกับเกมเอ่ยถาม นิ้วมือสองข้างก็ยังคงกดบังคับตัวละครในโทรศัพท์แล้วสบถออกมาเบาๆ เมื่อผู้เล่นในทีมเล่นไม่ถูกใจ

“อือ เดือนนึง” หัสดินร้องอุทานด้วยคำหยาบคายดังลั่นโชคดีที่บริเวณนั้นไม่มีใครนั่งอยู่ใกล้พวกเขา “หงุดหงิดฉิบหาย กูไม่น่าทิ้งไม้กอล์ฟพ่อไว้ในห้องนอนเลยว่ะ”

“พวกห่านั่นก็นะ มึงไปทำบุญหน่อยไหมวะเผื่ออะไรจะดีขึ้น”

“กูนับถือคริสต์” ดลภัทรเอ่ยแย้งพร้อมกับนิ่วหน้าใส่เพื่อน “มึงคบกับกูมากี่ปี แค่นี้ลืมหรือวะ”

“ไม่ได้ลืม” หัสดินเอ่ยเสียงเบา รอบกายมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่กำลังรับฟังก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ลืมก็ได้ แล้วมันยังไง”

ดลภัทรหัวเราะเสียงดัง ดวงตาที่เคยคมดุหยีลงจนเหลือเป็นขีดอย่างทุกที

“ไปรับยาไปมึงน่ะ เดี๋ยวกูไปขับรถมารับ”

“อือ”

คนป่วยตอบรับอย่างง่ายดาย ขายาวก้าวเดินไปทางห้องจ่ายยาและชำระค่ารักษาพยาบาลแต่กลับต้องชะงักเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้

“เดี๋ยวไอ้เฮงซวย”

“เฮงเฉยๆ” เจ้าของชื่อเอ่ยแก้

“เออ มึงไปกับกูนี่แหละ กูโดนพันแขนขนาดนี้ไม่มีปัญญาจะทำอะไรแล้ว” หัสดินถอนหายใจเฮือก สีหน้าเอือมระอาแสดงออกมาจนปิดไม่มิด

“ภาระจริงๆ เลยมึงเนี่ย”

“ใครช่วยมึงไว้ตอนโดนอาจารย์จับได้ว่าโดดเรียนออกไปเล่นเกม มึงลืมไปแล้วหรือครับคุณเฮงซวย”

หัสดินหน้าเหวอ “นี่เรื่องเป็นสิบปีแล้วมึงยังเอามาทวงบุญคุณอีกหรือ”

“ตอนปีสองที่มึงโดนหญิงตามตอแยใครเป็นคนเคลียร์ให้”

“ไอ้ดล”

“แล้วไหนจะตอนปีสามที่พี่ส้ม--”

“พอเถอะเพื่อนรัก กูสำนึกจนจะร้องไห้แล้ว” ดลภัทรหัวเราะกับสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนตรงหน้า

หลังจากรับยาและชำระค่ารักษาพยาบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างแกร่งเดินนำคนตัวสูงกว่าไปยังรถที่พาเขามาโรงพยาบาล จัดการเปิดประตูให้ตัวเองขึ้นไปนั่งเบาะด้านข้างคนขับเสร็จสรรพแล้วสั่งให้เพื่อนรักขับรถกลับได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“แล้วพรุ่งนี้กูต้องมารับมึงไหม” หัสดินเอ่ยถามหลังจากพาเพื่อนมาส่งที่บ้าน เขาเช็คประตูหน้าต่างทุกบานเรียบร้อยแล้วจึงหันมามองเพื่อนที่ยังคงอยู่ในสภาพเข้าเฝือกทั้งแขน

มันดูน่าอึดอัดเสียจนเขานึกรำคาญแทน

“ไม่เป็นไร”

“แล้วจะไปทำงานยังไงคุณดลภัทร ถ้ามึงขาดงานพ่อมึงจะมาถามเอากับกูไหม เรื่องโดนโจรขึ้นนี่อีกมึงรายงานที่บ้านหรือยัง”

“กูยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแหละ” ดลภัทรนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “เรื่องไปทำงานเดี๋ยวกูจัดการเอง พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้เข้าบริษัทนะ ฝากบอกพวกพี่เขาด้วย”

ชายหนุ่มสั่งยาวเหยียดกับเพื่อน พี่ที่เขาเอ่ยถึงหมายถึงหัวหน้าทีมที่เขาต้องรายงานความคืบหน้าการทำงานในแต่ละวัน

“แล้วเรื่องพ่อมึงล่ะ” คนฟังนิ่วหน้ากับประโยคแปร่งหู แต่ก็รีบปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างง่ายดาย

“อีกนิดกูจะคิดว่ามึงด่ากูแล้วนะ” หัสดินหัวเราะ

“ไม่ได้ด่าโว้ย กูหมายถึงต้องบอกเรื่องโจรขึ้นบ้านกับพ่อมึงไหม”

“เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงกลับบ้านเถอะ”

“เออๆ กูไปนะ”





#ดลใจไอรัก





ไอรักถอนหายใจพลางยกนาฬิกาขึ้นมองรวมแล้วหลายสิบครั้งภายในห้านาที เขานั่งรอบัดดี้จำเป็นที่โดนจับคู่ให้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาทำงานจนกระทั่งตอนนี้เลยเวลาที่เขาต้องออกไปหาลูกค้ามาพักใหญ่แล้ว คนตัวบางกระแทกกายลงกับเก้าอี้ทำงานของตนเอง ใบหน้าน่ารักหงิกงอจนรุ่นน้องที่นั่งมองอยู่เหลือบขึ้นมามองแล้วหลบตาลงมองพื้นโต๊ะแทน

“ถอนหายใจอะไรเสียงดังจังเลยรัก”

“อ้าวนนท์ ยังไม่ออกไปข้างนอกหรือ” ไอรักถามเพื่อนด้วยความสงสัย

“ยังๆ พี่เฮงติดคุยธุระกับท่านประธานอยู่”

คนฟังพยักหน้ารักหงึกหงักพลางนึกไปถึงลูกชายของท่านประธานที่ตอนนี้ยังไม่โผล่หน้ามาให้เขาเห็น

“แล้วนี่รักรออะไรอยู่ ปกติต้องออกไปแล้วสิ”

“นายคนนั้นยังไม่มาเลยน่ะสิ” เขาตอบเพื่อนพร้อมกับทำหน้ามุ่ย “เรารอตั้งนานแล้วเนี่ย”

“โทรหาหรือยัง” ไอรักส่ายหน้า ส่วนรัฐนนท์ถอนหายใจ “ก็โทรเสียสิ มัวแต่รอแบบนี้เมื่อไรจะรู้เรื่อง”

“ต้องโทรด้วยหรือ”

“นี่รัก” คนเป็นเพื่อนเรียกไอรักเสียงเข้ม “งานก็คืองาน ไหนว่าแยกแยะได้ไง”

คนโดนว่าถอนหายใจเฮือกแล้วรับคำเพื่อนอย่างปฏิเสธไม่ได้ มือเรียวสวยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรศัพท์ที่อีกฝ่ายเคยให้ไว้ เขารอสัญญาณอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักจากปลายสาย

“นายดลภัทร” ไอรักกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ “นายหายไปไหน วันนี้ต้องไปหาลูกค้านะลืมหรือไง”

‘ผม--’ ไอรักขมวดคิ้ว ปลายสายมีเสียงกุกกักอีกแล้ว รออยู่เกือบสามนาทีคุณดลภัทรถึงได้เริ่มพูดอีกครั้ง ‘คุณไอรักผมรบกวนมารับผมที่บ้านได้ไหม’

“ยังไงนะ”

‘มารับผมไปทำงานด้วย ผมไปเองไม่ได้’

“อ้าว เป็นอะไรล่ะ” เสียงเล็กถามเจื้อยแจ้วทำเอาคนฟังอยู่ปลายสายเริ่มขัดใจ ดลภัทรขี้เกียจอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเพราะเรื่องต้องเล่ายาวเหยียด

‘เอาเป็นว่ามารับก่อน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เอ้อ ผมส่งโลเคชั่นไปในแชทนะ เท่านี้แหละ’

โทรศัพท์ถูกตัดไปแล้ว แต่ไอรักยังคงทำหน้าเหวออยู่อย่างเดิม รัฐนนท์ยิ้มขำกับสีหน้าของเพื่อนเบาๆ ก่อนจะทำท่าทางกระแอมเมื่อเพื่อหันมาหาตน

“นายนั่นให้ไปรับที่บ้าน” ไอรักบอกเพื่อนหลังจากสรุปกับตัวเองเรียบร้อย “เป็นบ้าอะไรถึงต้องให้คนไปรับอะ ปกติก็เห็นมาทำงานเอง”

เสียงคนตัวเล็กโวยวายเรียกสายตาจากทุกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นให้เงยหน้าขึ้นมอง ไอรักไม่ชอบให้ใครมาสั่งแล้วยิ่งเป็นคนที่ไม่ชอบหน้าด้วยแล้ว ไอรักยิ่งหงุดหงิดจนอยากหาอะไรสักอย่างมาตีอีกฝ่าย ใบหน้าน่ารักหงิกงอจนรัฐนนท์ต้องรีบเข้าไปลูบแขนเบาๆ ให้เพื่อนลดอารมณ์หงุดหงิดลง

“น้องรักครับ” ชายหนุ่มร่างสูงเกินร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเดินตรงเข้ามาหาไอรักและรัฐนนท์ที่ยืนอยู่ด้วยกัน “พี่รบกวนไปรับไอ้ดลไปทำงานด้วยหน่อยนะครับ คือพอดีว่า--”

“ผมคุยกับเขาแล้วครับพี่เฮง”

“มันเล่าให้น้องรักฟังแล้วหรือครับ” หัสดินถามด้วยความแปลกใจ

“ไม่ได้เล่าอะไรเลยครับ แค่บังคับบอกให้ผมไปรับเฉยๆ”

หัสดินอยากยกมือขึ้นแปะหน้าผากมันเสียเดี๋ยวนั้น คนหนึ่งก็อมพะนำไม่ยอมพูด อีกคนที่ไม่เข้าใจก็หงุดหงิดใหญ่โต เขานึกภาพที่เวลาทั้งสองคนทำงานด้วยกันไม่ออกเลยจริงๆ ให้ตายสิ

“เมื่อคืนไอ้ดลมันโดนขโมยเข้าบ้านครับ”

“ฮะ!?”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะน้องรัก คือไม่มีอะไรหายเพราะว่าตำรวจมาทัน แต่ไอ้ดลโดนไม้กอล์ฟตีเข้าให้ แขนหักเข้าเฝือกเรียบร้อย”

คนฟังได้แต่ยืนนิ่งเงียบ ดวงตากลมเหลือมองเพื่อนตัวเองที่ยังคงลูบแขนเขาไม่หยุด

“สรุปก็คือที่มาไม่ได้เพราะแขนหักหรือครับ”

“ครับ แขนขวา”

ไอรักสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ เขาดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของรัฐนนท์ ก่อนจะก้าวไปยืนประชิดตัวรุ่นพี่ตัวสูง

“พี่เฮงครับ”

“คะ...ครับ” หัสดินตอบรับตะกุกตะกัก

“ผมไม่เข้าใจ เพื่อนพี่จะทำอะไรให้ยากทำไมในเมื่อแค่บอกมาว่าแขนหักขับรถไม่ได้ แค่นี้ก็พอแล้วแต่นี่รับสายเสร็จก็สั่งๆ ให้ไปรับแบบไม่อธิบายอะไรสักอย่าง เพื่อนพี่เป็นบ้าหรือครับ”

“รัก” รัฐนนท์เรียกเพื่อนเพื่อเรียกสติ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว ตอนนี้ไอรักหงุดหงิดถึงขีดสุดจนไม่มีอะไรห้ามได้แล้ว

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมไปรับเขาเองครับ แล้วจะออกไปทำงานเลย ขอตัวก่อนนะครับ”

หัสดินไม่ได้ตอบอะไร เขาหันหน้ามองรัฐนนท์รุ่นน้องอีกคนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่โดยไม่รู้จะพูดอะไร อีกฝ่ายตอบรับได้เพียงแค่ทำท่ายักไหล่

“ออกไปหาลูกค้ากันเถอะครับพี่เฮง จะถึงเวลานัดแล้ว”

“อือๆ”





#ดลใจไอรัก





ไอรักขับรถยนต์คันเล็กของตัวเองมาจอดหน้าบ้านสองชั้นตามแผนที่ที่ทางดลภัทรส่งมาให้ในแชท บ้านทั้งหลังเงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งเจ้าของมือเรียวสวยก็ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกอีกครั้งเพื่อเรียกเจ้าของบ้าน

แต่ยังไม่ทันได้กดโทรออก ประตูรั้วหน้าบ้านหลังเล็กก็เปิดออกมาเสียก่อน ไอรักมองหน้าคนป่วยที่ถือวิสาสะเปิดประตูรถยนต์เข้ามานั่งแบบไม่ขออนุญาตเจ้าของรถ มิหนำซ้ำยังยิ้มตาหยีใส่เขาราวกับต้องการให้เป็นทัพหน้า ดวงตาเล็กเลื่อนสายตาจากใบหน้าคนมาใหม่ไปที่แขนข้างขวาที่พันเฝือกสีขาวไว้หนา

“ไปทำงานที่เรารักกันเถอะ” คำเอ่ยชักชวนของคนเจ็บทำไอรักเผลอเบ้ปาก คนอายุน้อยกว่าละสายตาจากดลภัทรเพื่อมองถนนเบื้องหน้าแทน อารมณ์หงุดหงิดที่คุกรุ่นหายไปแล้วก่อนที่เขาจะขับรถมาถึงบ้านคนเจ็บ แต่ถึงกระนั้นไอรักก็ยังอดแขวะไม่ได้

“แค่บอกว่าแขนหักให้มารับแค่นี้มันเป็นความลับอะไรนักหนาหรือไง”

“หืม? คุณหมายถึงอะไร” ดลภัทรทำหน้าตาเหลอหลา

“เมื่อคืนขโมยขึ้นบ้านไม่ใช่หรือนายน่ะ”

คนฟังนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องอ๋อขึ้นมาเมื่อนึกไปถึงเพื่อนสนิท “ไอ้เฮงมันเล่าให้ฟังแล้วหรือ”

“อือ ก็แค่บอกให้มารับเพราะเมื่อคืนมีคนสติไม่ดีเอาแขนไปรับไม้กอล์ฟ”

“สติไม่ดีเลยนะ”

“แล้วคนปกติที่ไหนเขาจะเอาแขนตัวเองไปรับไม้กอล์ฟกันล่ะ แทนที่จะทำตัวเป็นพระเอกบ้าๆ ทำไมไม่กระโดดหลบ” คนอายุน้อยกว่าพูดร่ายยาว ทำเอาคนฟังนิ่วหน้าด้วยความประหลาดใจ ดลภัทรไม่ค่อยได้เห็นไอรักพูดประโยคยาวๆ เช่นนี้

“ถึงสถานการณ์นั้นจริงๆ คุณไม่มีทางคิดออกหรอกคุณไอรักว่าจะแก้ปัญหามันยังไง สัญชาตญาณเท่านั้นแหละที่จะช่วยคุณได้”

“อันที่จริงโจรน่าจะฟาดหัวคุณไปด้วยเลยเนอะ เผื่อจะนิสัยดีขึ้น”

“เฮ้! ผมอายุมากกว่าคุณนะ อย่าปีนเกลียว” ดลภัทรเอ่ยท้วง

“ปีเดียวไม่ต้องนับหรอก เสียเวลา”

คนฟังหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำแก้ตัวของคนตัวเล็ก เพราะสายตาไอรักยังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้าจึงไม่ได้เห็นสายตาของคนนั่งด้านข้างว่ากำลังนั่งมองคนตัวเล็กด้วยสายตาแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย ดลภัทรมองไอรักแล้วหัวเราะในลำคอเมื่อสายตาเลื่อนมาเจอปลายจมูกเชิดรั้นอย่างคนหัวรั้น จุดสีเข้มสามจุดบนแก้มขาวยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูเป็นเด็กซนเรียกสายตาของเขาให้เพ่งมองค้าง

ใบหน้าของไอรักไม่ได้เตะตาของเขาตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่รู้ทำไมพอเป็นตอนนี้เขากลับหยุดมองมันไม่ได้เสียแล้ว

อันที่จริงผ่านชั่วโมงเร่งด่วนมาได้ครู่ใหญ่แล้ว แต่รถยนต์บนท้องถนนยังคงแน่นขนัดไม่ยอมลดลงนั่นทำให้ไอรักหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอสมควร ริมฝีปากเล็กขยับขมุบขมิบบ่นการจราจรตรงหน้าแบบไม่ออกเสียงแล้วจู่ๆ ก็หันมามองคนที่นั่งตำแหน่งข้างคนขับ

“ยิ้มอะไร” คนขี้หงุดหงิดถามเสียงห้วน แต่ดลภัทรกลับปฏิเสธได้อย่างหน้าตาเฉย “เปล่าอะไร ก็เห็นอยู่ว่ายิ้ม”

“ผมแค่หาว เห็นว่ายิ้มได้ยังไง ละเมอหรือเปล่าคุณไอรัก”

คนถูกหาว่าละเมอทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ ทั้งที่เห็นอยู่เมื่อครู่ว่าอีกฝ่ายมองเขาแล้วคลี่ยิ้ม

“นายนั่นแหละละเมอ ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่ากำลังยิ้มอยู่” ดลภัทรหัวเราะแทนคำตอบแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาปล่อยให้ความเงียบได้ทำงานระหว่างที่พวกเขาอยู่ด้วยกันภายในห้องโดยสารแคบๆ

แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนทนไม่ไหว

นิ้วเรียวสวยกดเปิดวิทยุแบบไม่ถามความเห็นคนด้านข้าง เสียงเพลงจากสถานีวิทยุช่วยปัดบรรยากาศอิหลักอิเหลื่อให้หายไป ไอรักแอบถอนหายใจเมื่อเห็นว่าวิธีของตัวเองได้ผล

“แล้วอย่างนี้นายอยู่บ้านคนเดียวได้หรือ” จู่ๆ คนทำหน้าที่ขับรถก็เอ่ยถามโพล่งขึ้นมา ดลภัทรหันไปเลิกคิ้วกับคนถามพลอยให้ไอรักเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง “หมายถึงว่านายแขนขวาเจ็บแบบนี้อยู่คนเดียวไม่ลำบากหรือไง ข้างที่ถนัดเสียด้วย”

“คุณจำได้ด้วยหรือครับ” คนเจ็บเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยียวน “รางวัลสุดยอดบัดดี้แห่งปีเลยนะ จำได้ด้วยว่าผมถนัดข้างขวา”

ไอรักขมวดคิ้วอีกครั้ง เขาพยายามคุยดีกับคู่หูจำเป็นคนนี้อยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเอาเสียเลย ดลภัทรยังคงกวนประสาทกันไม่หยุด

“พอแล้วนะ เราไม่พูดด้วยแล้ว”

“โธ่ คุณไอรัก”

“นั่งเงียบๆ ไปเลย!” ไอรักหันมาแหวใส่คนโอดครวญ “พอพูดดีด้วยก็กวนประสาท น่าเบื่อจริงๆ”

“ผมไม่กวนแล้วก็ได้เอ้า” ดลภัทรเอ่ยกลั้วหัวเราะก่อนจะบ่นความรู้สึกของคนเจ็บออกมายาวเหยียด “แต่อย่างที่คุณว่า พอแขนขวาใช้ไม่ได้ก็ลำบากเลยอะ อาบน้ำลำบาก กินข้าวลำบาก ทำอะไรก็ลำบากไปหมด น่าเบื่อชะมัด”

“สมน้ำหน้า”

คำที่เอ่ยออกมาเบาๆ ทำทุกอย่างภายในรถเงียบลงเกือบหนึ่งนาที เหลือเพียงเสียงวิทยุที่ยังคงบรรเลงเพลงเพราะตามที่ดีเจเลือกเปิด ดลภัทรกระแอมเล็กๆ ไล่ก้อนบางอย่างที่ติดอยู่ในลำคอออก ก่อนจะเอ่ยกับคนตัวเล็กอีกครั้ง

“หมายถึงสงสัยหรือเปล่าคุณไอรัก”

“ไม่ เราหมายถึงสมน้ำหน้าจริงๆ” ไอรักตอบกลั้วหัวเราะ คนน่ารักหันมายิ้มตาหยีให้คนเจ็บก่อนจะหันกลับไปขับรถตามเดิน

ดลภัทรรู้สึกคล้ายกับโลกหยุดหมุนหลังจากเห็นรอยยิ้มน่ารักของอีกฝ่าย เขารู้ว่าไอรักน่ารักกว่าผู้ชายทั่วไปนิดหน่อย แค่นิดหน่อยจริงๆ จากที่เคยคุยกับหัสดินก่อนหน้านี้ ไอรักเคยถูกเพื่อนสนิทของเขาหยิบมาเป็นหัวข้อสนทนาในบ่ายวันหยุดที่พวกเขานัดเจอกันที่ร้านกาแฟเพราะไม่รู้จะไปที่ไหน

แต่ไม่คิดว่าคนที่เขาคิดว่าน่ารักแค่นิดหน่อยจะน่ารักมากเวลายิ้มเต็มปากเต็มตาขนาดนี้

“นี่นาย” เสียงเล็กปลุกดลภัทรออกจากภวังค์ “นั่งตาลอยเป็นอะไรน่ะ เมื่อคืนนอนไม่พอหรือไง”

“ปละ...เปล่า”

“แล้วเหม่ออะไรเนี่ย ถึงแล้วนะ”

คนนั่งเหม่อกะพริบตาปริบๆ แล้วมองไปด้านนอกรถ ตอนนี้รถยนต์คันเล็กของไอรักจอดอยู่ในลานจอดรถเรียบร้อยแล้ว





#ดลใจไอรัก





กว่าทั้งคู่จะทำงานเสร็จเรียบร้อยเวลาก็เลยเที่ยงวันมาเกือบสองชั่วโมง กระเพาะของไอรักร้องประท้วงโครกครากเสียงดังเสียจนเจ้าตัวก้มหน้าหลบสายตาของบัดดี้ที่เดินอยู่ด้วยกันมือลูบท้องเบาๆ เป็นการปลอบขวัญไม่ให้ร้องประท้วงเสียงดังกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นไอรักก็ยังไม่สามารถเอาอะไรมาบังใบหูทั้งสองข้างที่มันกำลังฟ้องดลภัทรด้วยสีแดงเข้มที่ปรากฎอยู่

“หิวขนาดนี้ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือ” ดลภัทรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

“ก็เลยเวลากินปกติมาตั้งสองชั่วโมง” ไอรักเถียงปากยื่น “ท้องมันก็ต้องร้องท้วงเป็นธรรมดาสิ”

ดลภัทรได้แต่หัวเราะกับคำโต้เถียงกลับมาของอีกฝ่าย เขามองไอรักที่ยังขยับปากพึมพำไม่หยุดแล้วเผลอยิ้มออกมาอีกแล้ว ไม่แน่ใจว่าที่ยิ้มเป็นเพราะอีกน่ารักหรือเป็นเพราะอีกฝ่ายคือไอรักกันแน่

แต่ไม่ว่าจะแบบไหนเขาก็ยิ้มได้ทุกเหตุผล ถ้าไม่เฮงมันอยู่ด้วยกันตรงนี้มันต้องหาว่าเขาตกหลุมรักเป็นแน่

คนนั่งคิดคนเดียวเงียบๆ เบิกตากว้างทันทีที่รู้สึกตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ใบหน้าหล่อเหลารีบเบือนหน้าหลบสายตาดวงตากลมโตที่กำลังมองมาทางเขา

“แอบมองเราอีกแล้ว” ไอรักเลิกคิ้วพลางเอ่ยเป็นเชิงถามอีกฝ่ายที่ตอนนี้ใช้เสียงกระแอมไอกลบเกลื่อนชุดใหญ่

“เปล่า”

“เปล่าอะไร ก็เห็นอยู่”

คนโดนจับได้ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงแค่ปล่อยให้คนตัวบางเดินนำไปที่รถยนต์ของเจ้าตัวเอง ส่วนเขาก็เดินตามในระยะที่ห่างกันไม่มากนัก ขายาวชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์กำลังตรงมาทางที่พวกเขาเดินอยู่ สายตาคมมองไปที่คนตัวเล็กกว่าตรงหน้าที่เดินข้ามบล็อคจอดรถแบบที่ไม่สนใจอะไรนอกจากโทรศัพท์มือถือในมือ

ดลภัทรตะโกนเสียงดังเพื่อเรียกคนเดินนำหน้าก่อนจะพุ่งตัวเองออกไปแล้วใช้แรงที่มีดึงไอรักกลับเข้ามายืนทางที่เขาอยู่เมื่อครู่ เสียงแตรดังลั่นลานจอดรถโรงพยาบาลค่อยๆ หายไป เหลือไว้เพียงแค่ชายหนุ่มสองคนที่ยืนกอดกันนิ่ง ภาพทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไอรักรู้สึกตัวอีกทีเมื่อตัวเองอยู่ในอ้อนกอดอุ่นของคนตัวโตเสียแล้ว ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบดวงตาดุที่ซ่อนแววตาโล่งใจอยู่ในนั้น

เวลาของดลภัทรหยุดหมุนไปอีกแล้ว ใบหน้าเนียนใสที่อยู่ใกล้เพียงแค่คืบทำเอาหัวใจชายหนุ่มสั่นระรัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“นาย” เสียงเล็กเรียกคนที่กำลังอยู่ในภวังค์ให้ตื่นขึ้น ดลภัทรกะพริบตาปริบๆ แต่แขนข้างหนึ่งยังคงโอบเอวบางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย “ปล่อย...ปล่อยเราได้แล้ว”

“อ่า โทษที” คนตัวโตเอ่ยแล้วกระแอมเบาๆ “เดินไม่ดูอะไรเลยนะคุณน่ะ”

ไอรักขมวดคิ้ว “ก็ไม่ทันได้มอง ใครจะรู้ล่ะว่าจะมีรถขับเร็วในโรงพยาบาล”

“ที่ไหนก็ต้องระวังทั้งนั้นแหละ เราไม่รู้หรอกนะว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไร”

ไอรักขยับริมฝีปากเล็กตามอีกฝ่ายที่กำลังบ่นไม่หยุดก่อนจะร้องออกมาเสียงดังเมื่อนิ้วเรียวของคนบ่นคีบเข้าที่ปากเล็กที่กำลังล้อเลียนเขาอยู่

“นี่! นายดล! มันเจ็บนะ” คนโดนทำร้ายโวยวาย

“ก็ทำให้เจ็บไง ปากเป็นอะไรหือ ชอบล้อเลียนเหลือเกิน”

“ยุ่ง”

“อ้าว ผมนึกว่าเราสงบศึกกันแล้วนะเนี่ย” ดลภัทรเอ่ยไล่หลังคนที่กำลังเดินหนีขึ้นรถ คนตัวโตรีบขึ้นไปนั่งบนเบาะตำแหน่งข้างคนขับอย่างขามาคราวแรก พยายามใช้มือซ้ายคาดเข็มขัดนิรภัยแต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้เสียทีจนเข้าของรถรำคาญ รีบขยับกายเข้ามาใกล้เพื่อคว้าสายเข็มขัดไปล็อคเอง

“ยุ่งจริงๆ เลยนายเนี่ย”

“ยังไม่เลิกบ่นอีก” ดลภัทรเอ่ยกระเซ้า “ไปกินข้าวกันคุณ”

“อยากกินสเต็ก”

“ได้ ดีล”

ไอรักคิดว่านี่เป็นการดีลมื้อกลางวันที่ง่ายที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ขนาดเขากับไอรักที่ชอบทานอะไรคล้ายๆ กันบางครั้งยังเถียงกันไม่จบสักทีเพราะคนหนึ่งจะทานอีกอย่าง ส่วนอีกคนก็ดันไม่อยากทานขึ้นมาเสียอย่างนั้น





#ดลใจไอรัก





“นายนี่กินง่ายดีเนอะ” ไอรักเอ่ยขึ้นขณะพวกเขากำลังดูเมนูรายการอาหารเพื่อสั่งพนักงานในร้านอาหาร “แค่บอกว่าจะกินอะไรก็ตามมาเฉยเลย”

“ก็ไม่รู้จะทำให้มันยากไปทำไม ผมทานอะไรก็ได้”

“ใจง่าย”

“อ้าว” ดลภัทรทำหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคลอไปกับคำเอ่ยที่บอกว่าเขาใจง่าย “ไม่เรียกใจง่ายสิ เรียกว่าเลี้ยงง่าย”

“ใจง่ายนั่นแหละ ใครชวนไปไหนก็ไป”

“ใจง่ายแต่ไม่ง่ายนะครับ”

ไอรักนิ่งไปเล็กน้อย โต๊ะอาหารของทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบ นับว่าโชคดีที่พนักงานเดินมาเสิร์ฟเครื่องดื่มที่พวกเขาสั่งไปพอดิบพอดี เบียร์โฮกาเดนถูกยกวางตรงหน้าดลภัทรพร้อมกับรอยยิ้มกว้างของคนแขนเดี้ยง เรียกให้ไอรักตวัดค้อนใส่วงใหญ่เพราะหมั่นไส้ล้วนๆ ส่วนไอรักมีเพียงแก้วน้ำเปล่าวางตั้งไว้ตรงหน้าอย่างทุกครั้ง

แก้วเบียร์ถูกยกขึ้นดื่มด้วยแขนซ้ายรออาหารที่สั่งเอาไว้ ดลภัทรฮัมเพลงเบาๆ มองไปรอบร้านที่ตกแต่งด้วยสีน้ำตาลดูอบอุ่น ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่กับใบหน้าของคนที่นั่งด้วยกัน

ไอรักกำลังมองเขาอยู่ แต่ดลภัทรไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว คิ้วเข้มเลิกคิ้วเชิงสงสัยก่อนจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ

“มองผมแบบนี้คิดอะไรกับผมอยู่หรือเปล่า” ไม่ถามเปล่าแต่ดลภัทรยกมือซ้ายขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองเอาไว้ทำทีราวกับว่าตนเองไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอยู่

“ทะลึ่ง” ไอรักว่าใส่อีกฝ่ายเต็มหน้า ส่วนคนโดนว่าก็ได้แต่หัวเราะเต็มเสียง ดวงตาดุที่ตอนนี้อ่อนโยนลงจนแทบไม่เหลือเค้าความดุมองสีหน้าคนที่นั่งด้านตรงข้าม พอเห็นว่าใบหูของอีกฝ่ายกำลังแดงก่ำดลภัทรก็ยิ่งได้ใจ

“เอ้า ว่าได้หรือ ผมมันพรีเมียมทั้งตัวนะครับ”

ไอรักเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ “บ้าบอ ใครเขาบอกมาหรือไง คำว่าพรีเมียมนี่พูดเองเออเองไม่ได้นะ”

ดลภัทรหัวเราะแล้วโคลงศีรษะกับการต่อปากต่อคำของอีกฝ่าย

“ลองถามสาวๆ ในบริษัทดูได้ครับ ผมน่ะที่สุดแล้วเถอะ”

“กากที่สุดน่ะสิ” คำพูดของไอรักทำเอาคนฟังแทบหมดแรงหล่นจากเก้าอี้ ดลภัทรมองหน้าคนที่ยังหัวเราะไม่หยุดแล้วเผลอหลุดยิ้มมุมปากก่อนจะปรับสีหน้ากลับเป็นนิ่งเฉยเหมือนเดิม

“คุณนี่มันจริงๆ เลยนะ”

ยังไม่ทันจะได้เถียงกันต่ออาหารที่พวกเขาทั้งสองคนสั่งไปก็มาเสิร์ฟขัดจังหวะพอดิบพอดี พนักงานเสิร์ฟวางสเต็กเนื้อในตำแหน่งของไอรักแล้ววางพอร์คช็อปในตำแหน่งของดลภัทร

ไอรักเริ่มลงมือทานของตัวเองทันทีด้วยความหิวโหยที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงวัน แต่ดูเหมือนชายหนุ่มอีกคนจะยังนั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อนจนคนหิวโซต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

“ไม่กินล่ะ นายไม่หิวหรือไง”

“หิว”

“อ้าว” ไอรักเลิกคิ้วหลังจากได้ยินคำตอบ “หิวก็กินสักที”

“แต่ผมลืม”

“ลืม? ลืมอะไรอีก”

“ลืมว่าตอนนี้มีแขนเดียวไง”

เกิดความเงียบขึ้นภายในโต๊ะทานอาหารครู่ใหญ่ ก่อนที่ไอรักจะเผลอระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาหันไปขอโทษลูกค้าโต๊ะอื่นรอบร้านที่เสียงดังรบกวนแต่มันอดขำไม่ได้ที่พอเขาหันไปมองพอร์คช็อปในจานตรงหน้าดลภัทรแล้วเงยหน้ามองเจ้าของที่นั่งทำหน้าเจ็บใจอยู่ เสียงหัวเราะมันก็หลุดออกมาเอง

“หัวเราะพอหรือยัง” ดลภัทรถามประชดเสียงสะบัด

“ขอโทษๆ ก็รู้อยู่ว่าแขนเจ็บก็ยังจะสั่งอะไรยากๆ มากิน”

“ก็บอกแล้วไงว่าลืม” ดลภัทรเอ่ยเถียง

“ทำอย่างไรล่ะทีนี้ แลกกันไหม”

“ผมไม่กินเนื้อ” คนเสนอวิธีหน้ายุ่ง

“แล้วจะให้ทำอย่างไร จะให้ผมป้อนหรือไง”

ดลภัทรชะงักไปแล้วคลี่ยิ้มกว้าง “เข้าท่าแฮะ”

“จะบ้าหรือไงคุณ เราไม่เอาด้วยหรอกนะ”

“น่าคุณ ครั้งเดียวเอง” คนเจ็บต่อรอง ใบหน้าหล่อเริ่มทำหน้าตาออดอ้อนใส่อีกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครเห็นนอกจากพ่อและแม่

กว่าห้านาทีที่ไอรักใช้เวลาตัดสินใจ ริมฝีปากเล็กบ่นพึมพำเสียงเบาแทบไม่ได้ยินจนแทบจะลุกไปฟังใกล้ๆ

“คุณว่าอะไรนะ”

“ขยับจานมาสิ มัวแต่ทำอะไรอยู่ได้”





#ดลใจไอรัก





บรรยากาศในร้านอาหารดีขึ้นมาอีกนิดหลังจากดลภัทรได้ยินประโยคสั่งให้ขยับจานของไอรัก คนถูกเฝือกพันไว้เต็มแขนยิ้มตาหยีเมื่อมองไปยังคนที่นั่งด้านตรงข้ามกำลังก้มหน้าก้มตาหั่นสเต็กให้เขาทั้งที่ปากก็ยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด ชายหนุ่มรู้สึกว่ากำลังนั่งกินข้าวกับเด็กดื้อมากกว่าจะเป็นคนที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีด้วยซ้ำ

ไอรักเงยหน้าขึ้นหลังจากหั่นสเต็กในจานของคนแขนเจ็บเสร็จ ริมฝีปากเล็กยื่นออกมาด้วยความขัดใจที่จู่ๆ ต้องมาบริการคนอื่นแบบที่ไม่เคยทำเลยสักหน แต่ไอ้หมอนี่น่ะก็แค่ลูกชายท่านประธานบริษัท ทำไมเขาต้องมาทำอะไรแบบนี้ให้ก็ไม่รู้

“บ่นอะไรอีกแล้วคุณไอรัก”

“เปล่า”

“จะเปล่าได้อย่างไรก็ผมเห็นอยู่ว่าคุณพูดพึมพำอยู่คนเดียว”

“เอ๊ะ! นายนี่” ไอรักหน้าบึ้งในมือยังคงถือมีดหั่นอาหารอยู่แต่จู่ๆ ก็ต้องปล่อยวางบนจานเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือมาบีบปากเล็กๆ นั่นด้วยความมันเขี้ยว

ดลภัทรหัวเราะร่วน ยิ่งได้เห็นสีหน้าเวลาไอรักขัดใจตอนถูกแกล้งแล้วยิ่งน่าแกล้งไปกันใหญ่ ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อถูกอีกฝ่ายปัดมือตัวเองออก แต่เพียงครู่เดียวก็หันมาหยิบส้อมแล้วจิ้มลงไปบนสเต็กหมูที่ถูกหั่นไว้แล้ว

“อร่อยนะเนี่ย ไม่แน่ใจเลยว่าเป็นเพราะเชฟหรือเป็นเพราะคนหั่นกันแน่”

“แหวะ พูดอะไรออกมาไม่ขนลุกหรือไง”

ดลภัทรยิ้มอีกหน เขาไม่แน่ใจว่าวันนี้ตั้งแต่เช้ามาเขายิ้มไปแล้วกี่ครั้ง แต่มันคงมากพอที่จะทำให้ไอรักเริ่มสังเกต

“จริงๆ นายก็ยิ้มน่ารักดีนะ” ไอรักว่าพลางส่งสเต็กเนื้อเข้าปากตัวเองหลังจากจัดการอาหารให้คนเจ็บที่ไม่เจียมตัวเรียบร้อยแล้ว

“ชมกันแบบนี้ก็เขินแย่สิ”

“หึย เนี่ยน่ะหรือสภาพคนเขิน” ไอรักถอนหายใจมองหน้าอีกคนที่บอกว่าตัวเองเขินแต่ก็ยังยิ้มไม่หยุด “คนเขินที่ไหนจะทำตัวหน้าไม่อายแบบนายบ้าง”

“อ้าว โดนด่าเฉยเลย ตกลงคุณเกลียดผมจริงๆ ใช่ไหมคุณไอรัก” คนถูกถามยักไหล่ไม่ยี่หระ ขยับทำท่าทางให้ดลภัทรรู้สึกหมั่นไส้ไม่หยุด

“เราก็บอกแล้วไงว่าแค่ไม่ชอบ ไม่ได้เกลียด”

ดลภัทรนิ่งไป สายตาคมจ้องไปที่คนน่ารักที่ตอนนี้เคี้ยวสเต็กของตัวเองอยู่เต็มปาก แก้มตุ่ยที่ขยับไปมาเวลาเคี้ยวทำเขานึกอยากรู้ว่ามันจะย้วยได้เพียงใด ไวเท่าความคิดคนตัวโตก็เอื้อมมือไปดึงแก้มนิ่มของไอรักให้มันยืดออกอย่างที่อยากรู้จนคนโดนยืดแก้มโวยวายออกมาเสียงดัง เรียกความสนใจจากลูกค้าคนอื่นภายในร้านได้เป็นอย่างดี

“เสียงดังทำไมเนี่ยคุณไอรัก ดูสิโดนเขาด่าทั้งร้านแล้ว”

คนโดนโยนความผิดให้คิ้วกระตุก ไอรักมองหน้าคนหาเรื่องทั้งที่สเต็กยังคงเคี้ยวอยู่เต็มปาก “เพราะเราอย่างนั้นหรือนายดลเราให้นายพูดอีกครั้ง”

“เพราะคุณนั่นแหละ”

“นาย--”

“คุณทำให้ผมอยากแกล้ง หน้าตาคุณน่าแกล้งให้โมโหรู้ตัวไหม” ดลภัทรพูดต่อ ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังเดือดปุดๆ คนตัวโตวางส้อมลงบนจานสเต็กแล้วเอนกายพิงพนักเก้าอี้เต็มแผ่นหลัง ขายาวยกขึ้นไขว่ห้างราวกับกำลังเจรจาธุรกิจพันล้าน ท่าทางที่อยู่ในสายตาไอรักทำเอานึกเหม็นความขี้เก๊กขึ้นมาครามครัน

ท่ามากไม่มีใครเกินเลยไอ้หมอนี่

“ไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ ไม่อยากคุยกับนายแล้วด้วย” ไอรักหน้ามุ่ยระบายอารมณ์ไปกับสเต็กในจานที่ยังกินไม่หมดด้วยการเคี้ยวด้วยแรงทั้งหมดที่มีราวกับกำลังขู่

แต่งสิ่งที่ดลภัทรเห็นเป็นเพียงแค่ลูกแมวกำลังส่งเสียงขู่คนแปลกหน้าเท่านั้น แทนที่เขาจะเกรงกลัวชายหนุ่มกลับหัวเราะตาหยี

คนอายุมากกว่าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าไอรักน่ารักขนาดนี้ทั้งที่เดินสวนกันในออฟฟิศมาเป็นปีๆ

และเพิ่งรู้ด้วยว่าอยากรู้จักอีกฝ่ายมากกว่าบัดดี้ในเวลาทำงาน

“นี่คุณไอรัก”

“อะไร” เจ้าของชื่อตอบรับเสียงห้วน

“ผมคิดว่าผมไม่อยากเป็นแค่บัดดี้แล้วล่ะ” คนฟังชะงักไป ไอรักมีสีหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเลยสักนิด “ผมจีบคุณได้ไหม”

มือที่ถือมีดกับส้อมอยู่อ่อนแรงทันควัน ไอรักปล่อยของในมือหล่นลงบนจานเสียงดังลั่นเรียกความสนใจจากคนที่นั่งอยู่ในร้านอาหารอีกครั้ง พวกเขานับกันไม่ได้แล้วว่าวันนี้ทำเรื่องขายหน้าไปทั้งหมดกี่อย่าง

“อะ...อะไร”

ดลภัทรหัวเราะเสียงเบากับคำถามตะกุกตะกัก เขาโคลงศีรษะพลางมองคนตัวเล็กกว่าตรงหน้าด้วยสายตาแปรเปลี่ยนเป็นความเอ็นดู

“ที่ผมพูดไปเมื่อกี้มันไม่ต้องแปรอะไรเลยนะ คุณโสดอยู่ใช่ไหม”

“อะไรเล่า”

“ตอบมาก่อนเร็ว” เสียงทุ้มเร่ง ทั้งที่บรรยากาศในร้านยังคงเหมือนเดิมแต่ไอรักกับรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ที่ใบหน้าชอบกล “มีแฟนหรือยัง”

ดวงหน้าใสเห่อร้อนหลังจากฟังเสียงทุ้มของดลภัทรที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินมาก่อน

“มะ...ไม่มี”

“ดี” ดลภัทรเอ่ยแล้วยิ้มมุมปาก “ถ้าอย่างนั้นผมจีบนะ”

“...”

“นี่คุณรักอย่าเงียบสิ”

“ใครอนุญาตให้นายเรียกชื่อเราสั้นๆ” ไอรักเอ่ยท้วงพร้อมกับตวัดสายตาใส่อีกฝ่าย “สนิทกันหรือไง”

“เดี๋ยวก็สนิท” ดลภัทรยักไหล่เอ่ยแบบไม่สนใจ “บอกแล้วไงว่าจะจีบ มันก็ต้องสร้างความสนิทสนมก่อนน่า”

ไอรักถอนหายใจเหนื่อยหน่ายจะเอ่ยแก้กับคนหลงตัวเองอย่างดลภัทร เข้าใจว่าคนอื่นมักชื่นชมอีกฝ่ายถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ดูดีกว่าคนทั่วไปรวมถึงฐานะทางบ้านที่รวยจนน่าอิจฉา เขายังจำประโยคที่อีกฝ่ายพูดใส่หน้าวันที่รู้ว่าต้องทำงานด้วยกันวันแรกได้ดี

อิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ทำอะไรไม่ได้นอกจากไปเกิดใหม่

ได้ดลภัทรเดี๋ยวได้รู้เลยว่าใครกันแน่ที่ต้องเกิดใหม่

“นายอย่ามาโมเมเอาเองนะ ใครจะไปอยากสนิทกับลูกท่านประธานกัน”

“อย่าพูดแบบนั้นได้ไหม” เสียงดลภัทรเน้นหนักขึ้นหลังจากได้ยินคำที่ตัวเองไม่เคยชอบใจเลยสักครั้งที่ได้ยิน “ผมจะเป็นลูกใครก็คนธรรมดาเหมือนกัน มันเหมือนความรู้สึกตอนที่คุณบอกว่าไม่ชอบผมเพราะผมเป็นลูกของประธานบริษัท”

“เราไม่ได้ไม่ชอบนายเพราะแบบนั้น” ไอรักเอ่ยปฏิเสธ “อันที่จริงเป็นเพราะนายเพอร์เฟคเกินไปน่ะ”

“หือ?”

“นี่อย่ามองแบบนั้นสิ” มือเรียวสวยสองข้างถูกยกขึ้นมาบังสายตาคมที่กำลังมองมาทางคนพูดอย่างสงสัย

“ตกลงผมจีบคุณหรือคุณกำลังจีบผมกันแน่คุณรัก”

“ใครจีบคุณ อย่ามามั่วนะ” คนโดนจับได้โวยวายเสียงดัง ใบหน้าขาวเห่อร้อนจนขึ้นสีแดงระเรื่อดูน่ารักลามไปจนถึงใบหูสองข้างที่ตอนนี้แดงเสียจนเกรงว่าจะมีควันพุ่งออกมา

“เดี๋ยวนะที่ทำท่าตึงใส่ผมหลายวันนี่เพราะกลัวชอบผมมากเกินไปหรือเปล่า” ดลภัทรยังคงจี้ถามคำถามเดิมอย่างเป็นต่อ มือข้างที่ใช้งานได้ถือวิสาสะเอื้อมไปจับมือเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะจนเจ้าตัวสะดุ้งเฮือกพยายามจะดึงมือออกจากการเกาะกุมแต่ดูเหมือนจะทำได้ยากเหลือเกิน

“นี่นาย ปล่อยเลย”

“นี่รัก”

“ไอรัก”

“ตอบมาก่อนว่าพี่จีบได้ไหม”

สิ้นประโยคคำถาม ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารตัวเล็กทันที ดวงตากลมมองหลุกหลิกซ้ายขวาแต่ไม่ยอมมองสบตาดุที่กำลังมองตนอยู่

“นะครับรัก ให้พี่จีบนะ” ยิ่งได้ยินน้ำเสียงออดอ้อนจากอีกฝ่ายยิ่งทำให้ไอรักหน้าแดงมากกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ คนตัวเล็กพยายามหาที่มุดเพื่อหลบสายตาอีกฝ่ายแต่ไม่สามารถทำได้จนตัดสินใจฟุบหน้าลงกับโต๊ะอาหาร ทำเอาดลภัทรหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู “รัก ตอบพี่ก่อนเร็ว”

“...”

“อะไรนะครับ”

“ไม่รู้! เราไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ อยากทำอะไรก็ทำไปเลย!” ดลภัทรยิ้มกว้างพลางหัวเราะกับท่าทีน่ารักของอีกฝ่าย

“เราพูดเองนะ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้”

“...”

“ฝากตัวด้วยนะครับ”

ไอรักนิ่งแข็งค้างไปแล้วเพราะรอยยิ้มของคนอายุมากกว่า ใครจะคิดว่าดวงตาเล็กแต่ดุดันนั้นเวลายิ้มแล้วจะน่ารักได้ขนาดนี้ เพราะแบบนั้นหัวใจดวงเล็กในอกด้านซ้ายถึงได้เต้นโครมครามไม่หยุด

ไอรักช้อนตามองคนที่นั่งยิ้มอยู่ตรงหน้าแล้วเสหลบมองพื้นโต๊ะ นึกอยากเอาหัวโขกอะไรสักอย่างให้สลบไปเลยจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากันแบบนี้อีก

“อย่ามองพี่แบบนี้ได้หรือเปล่า”

“อะไรอีก”

“รักน่ารักเกินไป พี่เห็นแล้วใจไม่ดีเลยครับ” คนถูกชมโต้งๆ นิ่งค้างไป ก่อนจะได้สติอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของอีกฝ่าย ไอรักสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนมันออกมาอย่างใจเย็น ว่าเขาดื้อคนตรงหน้าเขาก็หน้าทนเหมือนกันนั่นแหละ

“จะทำอะไรก็ทำเถอะ แต่ตอนนี้นายปล่อยมือก่อนได้ไหมจะกินข้าว”

“เรียกพี่ดลก่อน”

“เรื่องมาก! เยอะกับเราจีบให้ตายก็ไม่ติดหรอกนะ”

“แน่ะ เล่นตัว”

“ไอ้--”

“อ๊ะๆ พี่แก่กว่านะ”

“แค่ปีเดียว! ก่อนหน้านี้เรียกแค่นายๆ นายยังไม่เห็นว่าอะไรเลย” ไอรักเถียง เป็นการเถียงที่ดลภัทรคิดว่าไม่ควรให้อีกฝ่ายไปทำหน้าแบบนี้กับใครที่ไหนอีก

เขาไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าแมวตัวนี้ดื้อแล้วน่ารักกว่าเวลาปกติ

“โอเค ไม่เรียกก็ไม่เรียก แต่เรื่องจีบพี่พูดจริงๆ นะ ฝากพิจารณานายดลภัทรคนนี้ด้วยนะครับ”

“พอเลย นายมันเพ้อเจ้ออะ เช็คบิลดีกว่าเราอยากกลับบ้านแล้ว”

“เฉไฉเก่ง”

“เปล่าเสียหน่อย” ไอรักปฏิเสธเสียงเบา ภายในใจกำลังว้าวุ่นอยู่ไม่น้อยเพราะจู่ๆ เขาก็โดนจู่โจมจากคนที่ตัวเองมีอคติด้วยมากที่สุด นี่ถ้ารัฐนนท์รู้เรื่องต้องหัวเราะเยาะใส่เขาเป็นแน่

“นี่รัก” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกคนตัวเล็กที่รีบเดินจ้ำไปที่รถ ใบหน้าน่ารักหันมาเลิกคิ้วให้เขาเงียบๆ แต่ไม่ยอมพูดอะไร “ที่พี่พูดน่ะ พี่พูดจริงๆ นะ รักอนุญาตใช่ไหม”

ไอรักถอนหายใจ เขาหันกลับมามองคนถามที่ตอนนี้ยังมีเฝือกพันอยู่เต็มแขนด้านขวา

“เรื่องแบบนี้นะพี่ดล ไม่มีใครเขาถามหน้าตาเฉยแบบพี่ทำหรอก อยากทำอะไรก็ทำเถอะเราไม่ห้าม แต่จะสำเร็จไหมนั่นมันขึ้นอยู่กับตัวพี่เอง”

ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มกว้างให้กับคนตัวเล็กที่ตอบคำถามเขายาวเหยียด ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายของดลภัทรเต้นรัวเร็วจนเขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองตั้งแต่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาว่า 'พี่ดล' ทั้งที่ใครต่อใครต่างเรียกเขาแบบนี้กันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเป็นคนตรงหน้าที่ยอมเอ่ยปากเรียก หัวใจเขากลับเต้นจนแทบหลุดออกมาด้านนอกเสียได้

ร่างสูงขยับเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กกว่าอีกนิด ดวงตาคมมองพิจารณารูปหน้าของอีกฝ่ายใกล้ๆ แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

ไอรักหน้าเหมือนแมวเสียจริง มันทำให้ดลภัทรรู้สึกมีความสุขทุกทั้งที่ได้มองเวลาอีกฝ่ายทำตัวเป็นเด็กดื้อ น่าจับมาตีเสียให้เข็ด

“พี่ฝากตัวด้วยนะครับน้องไอรัก”

“อื้อ รู้แล้วน่า ขึ้นรถได้แล้วเราไปส่งที่บ้าน”

“ไปบ้านรักแทนได้ไหม ยังไม่อยากกลับบ้านเลย หรือรักจะมาอยู่บ้านพี่ดี”

“ทะลึ่งแล้วนะนายน่ะ กลับบ้านนายนั่นแหละไม่ต้องมาเถียงเลย”

“โธ่รัก”

“หยุดเลยไม่ต้องดื้อ”

ดลภัทรถอนหายใจพลางหัวเราะ ใครกันแน่ที่ดื้อไม่หยุดไม่หย่อน ดื้อจนเป็นภัยต่อหัวใจของเขาจนได้

ไอรักไม่เคยรู้เลยหรือไงว่าตัวเองน่ารักขนาดไหน




#ดลใจไอรัก

END



--------------------------------------------

จบแล้วค่ะ ฟิค 3 ตอนที่จับพลัดจับผลูโดนน้องคนหนึ่งยุให้เขียน ได้ฟิคออกมาเรื่องหนึ่งเสียอย่างนั้น
ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ :) 

SF-ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 1 #SayItNielOng


ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 1

Pairing: NielOng
Rate: PG-13
Tag: #ดลใจไอรัก
Project: #SayItNielOng




เสียงบดเมล็ดกาแฟและกลิ่นหอมของเครื่องดื่มแสนโปรดปรานลอยมาแตะจมูกเป็นพักๆ ในร้านกาแฟยอดนิยมพาให้ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนปลดกระดุมด้านบนสองเม็ดรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานที่เขาต้องวิ่งวุ่นทั้งวัน มือเรียวสวยหยิบยกแก้วคาปูชิโนร้อนขึ้นจิบก่อนจะปรายตามองไปทางประตูทางเข้าร้านแทบจะทุกสองนาที เพราะคนที่นัดตนเองเอาไว้ยังไม่โผล่หน้ามาเสียทีแม้ว่าจะเลยเวลานัดไปแล้วเกือบครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้

รัฐนนท์ถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเพื่อนสนิทปรากฏเข้ามาในคลองจักษุ สีหน้าของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอดหงุดหงิดกับความไม่ตรงต่อเวลาของเพื่อนไม่ได้

“ขอโทษที ตอนขับรถออกจากโรงพยาบาลมารถติดเป็นบ้าเลย” คนมาใหม่บ่นขรม พลางขยับเก้าอี้หวังจะนั่งพักให้หายเหนื่อยที่รีบกระหืดกระหอบมาหาเพื่อนรัก

“ไม่เป็นไร เรานั่งรอรักไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง” คนนั่งรอเอ่ยเสียงเรียบแต่ถึงอย่างนั้นคนฟังยังคงรับรู้ได้ถึงการเน้นตรงในคำว่าครึ่งชั่วโมงของเพื่อนอยู่ดี ดวงตากลมสีดำสนิทกลอกมองด้านบนไปมาแล้วเอ่ยกับเพื่อนอย่างทุกครั้ง

“ไม่ต้องมาหาเรื่องให้เลี้ยงข้าว ไม่ใช่เพราะตกลงกันนัดร้านที่ใกล้นนท์ที่สุดหรอกหรือเราถึงได้เจอรถติดขนาดนี้”

“โธ่ รักอย่าใจร้ายกับเราสิ” เจ้าของชื่อ ‘รัก’ ที่เพื่อเรียกมองค้อนคนตัวเล็กกว่าที่กำลังนั่งหน้าแป้นอยู่ตรงหน้า

“ไม่ได้ใจร้าย แต่เดือนนี้ต้องประหยัด”

“ประหยัดอะไรอีก” รัฐนนท์เอียงคอมองเพื่อนด้วยความสงสัย “หรืออยากได้อะไรอีกแล้ว”

“ถูกเผง! นนท์เก่งที่สุด” ไอรักร้องออกมาอย่างถูกใจ “เราไปเจอกล้องตัวใหญ่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน อยากได้มาก”

“แค่กล้องตัวเดียว รักขายยาแค่ไม่กี่วันก็ได้ค่าคอมจนซื้อได้แล้วหรือเปล่า” คนเป็นเพื่อนเอ่ยอ้างถึงค่าคอมมิชชั่นที่มักจะได้พิเศษเมื่อพวกเขาขายของให้ลูกค้าได้

ไอรักมองหน้าเพื่อนแล้วยักไหล่ รัฐนนท์พูดเหมือนพวกเขาที่เป็นดีเทลยาหรือเภสัชกรที่เป็นตัวแทนขายยาของบริษัทหาเงินแต่ละบาทได้มาง่ายๆ กว่าที่ไอรักจะเดินมาถึงจุดที่มีพอกินพอใช้อย่างทุกวันนี้ เขาต้องไปนั่งเฝ้าหมอที่โรงพยาบาลเป็นวันๆ ต้องคอยเสนอยาตัวใหม่ให้กับหมอแต่ละคนเลือดตาแทบกระเด็น

หนำซ้ำยังต้องคอยแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานที่อยู่กันคนละสาย เพราะทางบริษัทมีนโยบายให้โบนัสสำหรับพนักงานดีเด่นที่มียอดขายมากที่สุดในแต่ละเดือน

พอนึกถึงโบนัสก้อนนี้ ไอรักก็ได้แต่นึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาและรัฐนนท์ผลัดกันได้โบนัสมากอดอยู่ทุกเดือน แต่ตั้งแต่บริษัทรับดีเทลยาคนใหม่เข้ามาทำงานและโชคร้ายดันอยู่คนละสายกับพวกเขา

ตั้งแต่ตอนนั้นไอรักก็ไม่เคยเห็นตัวเลขที่เป็นโบนัสวิ่งเข้ามาในบัญชีอีกเลย

“แล้ววันนี้เป็นอย่างไรบ้าง โอเคไหม” รัฐนนท์เอ่ยถามอย่างที่ต้องการเรียกเพื่อนออกจากภวังค์ เมื่อได้เห็นสีหน้าของไอรักเขาก็เดาความคิดของเพื่อนได้ไม่ยากเลยสักนิด “เมื่อเช้าได้แวะเข้าตึกหรือเปล่า”

“แวะสิ” ไอรักตอบ เขาขยับกายหันไปทางตู้ขนมหวานในร้านชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อน “ประกาศอันดับเมื่อเช้า จะไม่เข้าไปดูได้อย่างไร”

“แล้วเป็นไง”

“ขอไปสั่งกาแฟแป๊บ”

คำตอบของไอรักทำเอารัฐนนท์ที่กำลังรอฟังอยู่ถึงกับถอนหายใจใส่เพื่อนตัวดี ดวงตากลมแป๋วหันมองตามร่างสูงของเพื่อนในชุดทำงานสุภาพที่กำลังเดินไปสั่งกาแฟอย่างที่บอกก่อนจะเห็นมันชี้ไปที่ขนมหวานในตู้ข้างๆ เคาน์เตอร์

ใช้เวลาเพียงไม่นานไอรักก็กลับมาพร้อมกับอเมริกาโนเย็นและขนมปังของโปรดอีกสองอย่าง

“รักหิวหรือ” รัฐนนท์ถามพลางมองขนมตรงหน้าเพื่อน

“ซื้อมาเผื่อ” ไอรักตอบทันทีพร้อมกับยกกาแฟขึ้นดื่ม “ไถ่โทษที่มาสาย”

รัฐนนท์ยิ้มรับเหตุผลของเพื่อนแล้วเอื้อมมือหยิบส้อมที่วางอยู่มาตักขนมตรงหน้าเข้าปาก

“ทำดีมากเจ้าไอรัก ว่าแต่ตกลงเดือนนี้ใครได้ยอดขายอันดับหนึ่ง”

“ก็จะใครล่ะ คนเดิมนั่นแหละ” ไอรักตอบเสียงสะบัด ใบหน้าของเขาบูดบึ้งจนคนมองอย่างรัฐนนท์เดาคำตอบได้ไม่ยาก

“อีกแล้วหรือ”

“ใช่ อีกแล้ว” ขนมปังชิ้นโตถูกตักเข้าปากพร้อมกับเจ้าตัวยังคงพูดต่อด้วยความเจ็บแค้น “ขายเก่งอะไรนักหนา เราไม่เข้าใจ วันๆ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากขายของหรือไง”

รัฐนนท์หัวเราะเต็มเสียงทำ ยิ่งได้เห็นหน้าเพื่อนไม่สบอารมณ์บุคคลในหัวข้อสนทนาเขายิ่งหัวเราะเสียงดังยิ่งขึ้น

เขาเข้าใจดีว่าทำไมไอรักถึงออกอาการหัวเสียมากขนาดนี้ เพียงแค่คู่แข่งอีกคนทำอันดับได้ดีกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไอรักเคยเป็นดีเทลยาที่มียอดขายอันดับหนึ่งมาโดยตลอด จนกระทั่งได้เจอกับพนักงานที่เพียงแค่เห็นหน้าไม่กี่วินาทีก็ไม่ถูกชะตากันแล้ว

“พี่ดลก็เก่งจริงๆ นั่นแหละ” รัฐนนท์เอ่ยออกมาอย่างไม่นึกกลัวดวงตากลมโตที่กำลังถลึงใส่ “หน้าตาดี หุ่นดี มนุษยสัมพันธ์ก็ดี ยิ้มเก่ง คุยง่าย มีเสน่ห์”

“พูดจบหรือยัง” คนนั่งฟังถามเสียงเข้ม

“ก็พูดเรื่องจริง”

“ไปอยู่กับมันเลยไหมล่ะ”

“แหม รักก็ เราแค่พูดให้ฟังน่า อย่าหงุดหงิดไปเลย” พอเห็นเพื่อนรักเริ่มไม่พอใจ รัฐนนท์ก็ใช้น้ำเย็นเข้าลูบหวังให้เพื่อนใจเย็นลงอีกนิด

จนตอนนี้เขาก็ยังคงสงสัยไม่หายว่าทำไมไอรักถึงได้เกลียดหน้าดลภัทรหนักหนา ทั้งที่ทั้งคู่เคยคุยกันนับคำได้ด้วยซ้ำ

คนอย่างไอรักน่ะ หากไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ ที่ต้องคุยกับศัตรู เพื่อนเขาก็มักจะส่งเขานี่แหละเป็นคนไปคุยแทน ซึ่งพอได้ลองคุยกับดลภัทรแล้ว รัฐนนท์ก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าชายหนุ่มคนนั้นจะเป็นคนร้ายกาจอย่างที่ทำให้เพื่อนเขาเกลียดได้

“ลองเปิดใจดูไหมรัก” รัฐนนท์ยังคงกล่อมเพื่อน แต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายตวัดสายตามองอย่างกรุ่นโกรธกลับมาจนเขาต้องทำท่าทางรูดซิปที่ปากเป็นการยอมแพ้ “โอเค ไม่พูดแล้วครับ”

“เราไม่ชอบหน้ามัน” ไอรักเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “หน้ายังไม่อยากมองเลย นับประสาอะไรกับจะให้คุย”

“แบบนี้ไม่ดีเลย วันหนึ่งถ้าได้ทำงานด้วยกันจะทำยังไงล่ะ”

ไอรักไม่ได้เถียงอะไร ริมฝีปากน่ารักเม้มแน่นทั้งที่สายตายังจับจ้องอยู่กับแก้วอเมริกาโน่ของตัวเอง ขนมที่สั่งมาทานคู่กันพร่องไปเพียงครึ่งเท่านั้นไอรักก็เหมือนจะทานอะไรไม่ลงแล้ว

“เราไม่ได้พูดเพราะรู้หรอกนะ เราแค่สมมติว่ามันมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น รักก็รู้ว่าผู้บริหารบริษัทเราบ้าๆ บอๆ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ เคยถามความสมัครใจของพนักงานที่ไหน”

คนฟังได้แต่นั่งถอนหายใจ เขานึกภาพที่เกิดขึ้นหลังจากได้ฟังคำที่เพื่อนพูดออกทันที หากคำสั่งนั้นผู้บริหารเป็นคนสั่งมา ไม่ว่าจะยากเย็นสักเพียงไหน คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงแค่คำตอบเดียวคือต้องทำให้ได้

“ก็ขอภาวนาให้ไม่แย่ไปมากกว่านี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”

เสียงเพลงในร้านที่พนักงานเปิดคลออยู่ ค่อยๆ ทำให้ไอรักอารมณ์ดีขึ้นอยู่บ้าง ชายหนุ่มฮัมเพลงในลำคอตามทำนองที่ได้ยิน ก่อนจะหยุดชะงักบทสนทนากับเพื่อนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรที่คุ้นตาเป็นอย่างดีกำลังเดินเข้ามาในร้าน

“นนท์ เราย้ายร้านกันไหม” ยังไม่ทันขาดคำดี ไอรักก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเจ้าของร่างสูงที่เห็นเดินตรงเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะที่พวกเขานั่งกันอยู่

“สวัสดีนนท์ สวัสดีไอรัก ทำไมวันนี้มาอยู่แถวนี้ได้ล่ะ” คนมาใหม่เอ่ยถามขึ้นมาราวกับสนิทสนมกันเสียเต็มประดาทั้งที่ไอรักไม่อยากคุยกับอีกฝ่ายเลยสักนิด

“สวัสดีครับพี่เฮง” เป็นรัฐนนท์ที่เริ่มบทสนทนา “พอดีผมมีนัดลูกค้าแถวนี้พอเสร็จก็เบื่อๆ เลยเรียกรักมานั่งด้วยน่ะ”

“อ๋อ” หัสดินส่งเสียงตอบรับคำตอบจากคนอายุน้อยกว่า แต่ถึงอย่างนั้นสายตาก็ยังคงไม่ละจากใบหน้าของเจ้าของชื่อไอรัก

“แล้วพี่เฮงมาทำอะไรแถวนี้หรือครับ”

“มาหาที่รอไอ้ดลน่ะ มันบอกว่าหาลูกค้าเสร็จแล้วจะให้ไปธุระเป็นเพื่อน”

“อาฮะ” รัฐนนท์ยังคงตั้งใจฟังคำพูดของคนอายุมากกว่า ส่วนไอรักอีกนิดจะหยิบหูฟังมาเสียบโทรศัพท์มือถือแล้ว เพราะไม่อยากคุยกับคนอายุมากกว่า

“พี่นั่งด้วยได้ไหม คนเยอะจนหาโต๊ะว่างไม่ได้เลยดูสิ”

“อะ...เอ่อ” คนถูกตามตอบไม่ถูก รัฐนนท์ใช้เท้าเล็กขยับไปสะกิดเท้าเพื่อนใต้โต๊ะ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเมื่อไอรักเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมามองแล้วก้มกลับลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือเช่นเดิม

กริยาของเพื่อนที่แสดงออกมาทำเอารัฐนนท์อยากจะดึงทึ้งผมตัวเองมันตรงนั้น

“นะครับ แป๊บเดียว เดี๋ยวไอ้ดลมาพี่ก็ไปแล้ว”

“อ่า เชิญครับ” คนถูกขอร้องตอบออกไปอย่างเสียมิได้ ใบหน้าน่ารักของรัฐนนท์ส่งยิ้มให้หัสดินแต่ไอรักรู้สึกว่ามันจืดเจื่อนเสียเหลือเกิน

“อีกนานไหมครับกว่าคุณดลจะมา” รัฐนนท์เอ่ยถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าพึ่งพาเพื่อนตรงหน้าไม่ได้เป็นแน่ เขาแอบทดความแค้นไว้ในใจเงียบๆ หากเมื่อไรที่หัสดินลุกเดินออกจากโต๊ะไป เมื่อนั้นไอรักจะเหลือเพียงชื่อ! รัฐนนท์สัญญา!

ช่วงเวลาเพียงไม่เกินสิบนาทีที่หัสดินนั่งคุยกับรัฐนนท์และไอรักจนทั้งสามคนเห็นร่างสูงของดลภัทรโผล่เข้ามาในร้าน แต่ถึงอย่างนั้นไอรักกลับรู้สึกว่ามันนานจนเทียบได้กับหนึ่งชั่วโมงกันเลยทีเดียว

ไอรักเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างดี หากคิดจากร้อยคะแนนรัฐนนท์คงให้เพื่อนรักได้จนถึงสองร้อย แต่นั่นไม่ใช่กับดลภัทรและหัสดิน รัฐนนท์ค่อนข้างแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ไอรักตั้งแง่ให้ดลภัทรตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก และอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหัสดินยืนคุยอยู่กับดลภัทรอย่างสนิทสนม

“รอนานไหมวะ” คนมาใหม่เอ่ยถามเพื่อนสนิทที่นั่งรออยู่ ใบหน้าหล่อเหลาเสียจนลูกค้าสาวๆ ในร้านมองกันไม่วางตา ไอรักเบ้ปากน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดหลุดออกมาจากโต๊ะด้านหลังตนเอง

“ไม่นานๆ รออยู่กับน้องๆ แป๊บเดียว”

ดลภัทรหันมอง ‘น้องๆ’ เจ้าของโต๊ะที่หัสดินเอ่ยถึง ใบหน้าหล่อคลี่ยิ้มสวยให้กับรัฐนนท์แล้วผงกศีรษะน้อยๆ เป็นการทักทาย พอหันไปหาไอรักชายหนุ่มกลับต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำทีเป็นเล่นโทรศัพท์ไม่สนใจคนอื่นที่อยู่ด้วย

“พี่ขอตัวก่อนนะครับ” หัสดินเป็นคนพูดออกมาพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงข้างๆ เพื่อนสนิทเป็นภาพที่ดูดีเสียจนรัฐนนท์อดที่จะยอมรับไม่ได้

ท่าทางแบบนั้นเรียกสายตาและเสียงกรี๊ดจากผู้หญิงในร้านได้อีกครั้งจนไอรักลอบถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด

จะกรี๊ดอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ เหมือนไม่เคยเห็นคนกันไปได้





#ดลใจไอรัก





ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีเดินคู่กันออกจากร้านกาแฟยอดนิยมพาให้สาวน้อยใหญ่ที่เดินผ่านมองตามกันจนเหลียวหลัง หัสดินส่งยิ้มหวานให้หญิงสาวตัวเล็กคนหนึ่งที่กำลังยืนส่งยิ้มให้เขาเงียบๆ ทำเอาเธอถึงกับไปไม่เป็นแทบล้มพับกองอยู่กับพื้น ดลภัทรที่เห็นการกระทำของเพื่อนสนิทได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความเจ้าชู้ที่ไม่เคยลดลง เมื่อครั้งยังเรียนมหาวิทยาลัยหัสดินเป็นหนุ่มฮอตที่หันไปทางไหนใครก็พูดถึงแต่ดีกรีความเจ้าชู้ และปัจจุบันนี้เพื่อนสนิทของเขาก็ยังเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยน หัสดินยังคงเป็นชายหนุ่มรักสนุกแต่ไม่ผูกพันและดลภัทรนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าใครจะสามารถจับมันไว้จนอยู่หมัด

“พอแล้วมั้งไอ้เฮง ยิ้มเรี่ยราดจนเขาเดินสะดุดกันระนาวแล้ว” ดลภัทรเอ่ยเตือนเพื่อนหลังจากเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินสะดุดขาตัวเองห่างจากพวกเขาไม่ไกล

“คนมันหล่อก็พูดยากหน่อย” คนตัวสูงกว่าตอบเพื่อนพลางยักไหล่ไม่ยี่หระ เขาต้องคอยบริหารเสน่ห์ตัวเองอยู่เสมอเพื่อเวลาที่หยิบมาใช้กับหมอสาวๆ จะได้ไม่รู้สึกเคอะเขิน

“ขอกูอยู่เงียบๆ แบบไม่มีคนสนใจสักสิบนาทีเถอะ”

“ถึงกับขอร้อง” หัสดินพูดกลั้วหัวเราะ “เออ ว่าแต่กูสงสัยมานานแล้ว น้องที่ชื่อไอรักนี่เกลียดมึงหรือเปล่าวะ ทำไมเขาดูขมวดคิ้วทุกครั้งที่เจอหน้ามึงขนาดนั้น”

“ไม่รู้ว่ะ ตั้งแต่กูเข้ามาทำงานเลยมั้ง”

“ดูรังเกียจ”

“หยุดขยี้กูก่อนครับคุณเฮงซวย”

“เฮงเฉยๆ สอนไม่จำ” หัสดินหันมาแก้กับเพื่อนสนิทอย่างที่ทำมาตลอดหลายปีตั้งแต่ตอนเรียนมาด้วยกัน

“จนตอนนี้กูก็ยังไม่เข้าใจว่าไปทำอะไรให้เขาเกลียดนักหนา”

“นี่มึงไม่รู้ตัวจริงๆ หรือวะ” ดลภัทรส่ายหน้า “ยอดขายของมึงขึ้นอันดับหนึ่งมากี่ปีแล้ว”

“มึงมันเวอร์ไอ้เฮง กูเพิ่งมาทำงานได้ปีกว่าๆ”

“ก็ในระยะเวลาปีกว่าๆ ยอดขายมึงขึ้นอันดับหนึ่งมาตลอด แล้วไอรักเขาก็อยู่เป็นที่สองรองจากมึงทุกเดือน” หัสดินอธิบายทุกอย่างกับดลภัทรที่ยังมีสีหน้าไม่เชื่อคำพูดของเพื่อน “กูพูดจริงๆ ดีแค่ไหนที่มึงเพิ่งจบโทกลับมา ถ้าทำมาตั้งแต่เรียนจบน่าจะโดนหนักกว่านี้”

หัสดินเอ่ยอ้างไปถึงปริญญาโทที่อีกฝ่ายเพิ่งเรียนจบด้านบริหารกลับมาจากต่างประเทศ เพราะแบบนั้นดลภัทรจึงเพิ่งได้เริ่มทำงานในบริษัทอย่างจริงจังแล้วดันไปเข้าตากรรมการจนมีคนเหม็นขี้หน้าแบบไม่ทันได้ตั้งตัว

“หยุดเวอร์ก่อนได้ไหมเพื่อน กูขอ”

“เอ้า! ไม่เชื่อกูอีก ไอรักเกลียดขี้หน้ามึงจนเขาพาลมาเหม็นขี้หน้ากูด้วยเนี่ย เมื่อกี้ตอนนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันก็ไม่ยอมคุย ปล่อยให้น้องนนท์คุยกับกูอยู่คนเดียว โคตรเจื่อน”

“มึงไปหน้าม่อใส่เขาก่อนหน้านี้หรือเปล่าเฮงซวย”

หัสดินถอนหายใจ คร้านจะแก้ชื่อที่ถูกเอ่ยออกจากปากเพื่อนสนิท นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าขายาวๆ ของเขาคงได้ยืดไปประทับที่ร่างกายของเพื่อนสักแห่งเป็นแน่

“หิวข้าวว่ะ” ดลภัทรเอ่ยขึ้นหวังจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของเพื่อน ดวงตาเล็กอีกฝ่ายหรี่มองอย่างรู้ทันแต่ก็ยอมเออออไปอย่างนั้น

“จะกินอะไร”

“กินกับมึงสองคนมาตั้งนานแต่ก็ไม่เคยชินสักทีเลยว่ะ”

“แหม มึงคิดว่ากูอยากกินกับมึงมากสินะ” หัสดินเอ่ยขัด “กูไม่ใช่ผู้หญิงที่นั่งมองหน้ามึงตอนกินข้าวแล้วผีเสื้อจะบินอยู่ในท้องนะ”

“พอเถอะ” มือเรียวสวยยกขึ้นกางห้านิ้วแทนการห้ามเพื่อน “ขนลุก วันไหนมึงผีเสื้อบินกับกูช่วยไปบินไกลๆ นะ ไม่งั้นกูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แน่”

“ใช่สิ กูมันเก่าแล้วคบกันมาจะสิบปีก็แบบนี้แหละ”

ดลภัทรนิ่งเงียบไม่ยอมเถียงกลับ ดวงตาคมดุเหลือบมองกลุ่มเด็กผู้หญิงที่เพิ่งเดินผ่านไปแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับยืดมือสุดแขนเพื่อผลักไหล่เพื่อนรัก

“เฮงซวยเพราะมึงอะ ไอ้เฮงซวย!”

“เอ้า อะไรอีกวะ”

คนโวยวายเบือนหน้าหนีเพื่อนด้วยความหงุดหงิด เขาจะไม่พาลเอากับเพื่อนเลยสักนิดหากเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักกลุ่มนั้นไม่หันไปกรี๊ดกับเพื่อนว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นแฟนกัน เพราะคำพูดตัดพ้อบ้าๆ บอๆ ของเพื่อนตัวดีตรงหน้า

“จะกินข้าวร้านไหนก็คิดสิวะ” คนตัวสูงกว่าได้แต่ขยับเข้ามาเดินข้างเพื่อนรัก แต่เพียงครู่เดียวก็ต้องโดนดันไปออกห่าง “ไปเดินห่างๆ กูไอ้เฮง วันนี้เลิกสนิทกันสักวันเถอะ”

คำพูดของดลภัทรทำหัสดินหน้านิ่วคิ้วขมวด ใบหน้าหล่อเหลามีแต่คำว่าไม่เข้าใจลอยเต็มไปหมด จนกระทั่งพวกเขาทั้งสองคนเลือกร้านอาหารและสั่งออเดอร์พนักงานเรียบร้อยแล้วคนโดนเพื่อนหงุดหงิดใส่ก็ยังคงไม่เข้าใจอะไรอยู่ดี

“ถามจริงๆ นะไอ้ดล” หัสดินเอ่ยถามเพื่อนทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก

“ว่าไง”

“สมมติว่าเขาจับมึงกับไอรักให้ทำงานด้วยกันจะเป็นยังไงวะ”

ดลภัทรยักไหล่ไม่ยี่หระหลังจากฟังคำถามของเพื่อนจบ “กูน่ะไม่มีอะไรอยู่แล้ว อยู่ที่น้องเขามากกว่าว่าจะอกแตกตายก่อนกูไหม”

“กูว่าบรรยากาศมันต้องเหมือนทำสงครามอยู่แน่ๆ เลยว่ะ”

คนฟังหลุดหัวเราะลั่นก่อนจะตักอาหารตรงหน้าเข้าปาก

“มึงพูดจนกูอยากลองอยู่ในสนามรบเลยว่ะ”

“ปากดีไปเถอะ คนเก่งกับคนเก่งมาอยู่ด้วยกัน กูนึกไม่ออกจริงๆ นะว่าใครจะเป็นคนยอม” หัสดินยังคงพูดต่อ “คนนู้นก็พอได้ยินมาบ้างว่าเอาแต่ใจไม่น้อยไปกว่ามึงหรอก อยากได้อะไรแค่อ้อนนิดหน่อยทุกคนก็พร้อมประเคนให้หมดทุกอย่างแล้ว”

ดลภัทรเลิกคิ้วเขานึกแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากเพื่อน ใบหน้าน่ารักที่เขาเคยมองว่ามันเหมือนลูกแมวจอมดื้อลอยเข้ามาในความคิดแม้ว่าไอรักจะไม่เคยทำสีหน้าอื่นนอกจากสีหน้าขรึมเวลาอยู่ต่อหน้ากัน แต่เขาพอจะนึกออกกว่าเวลารั้นขึ้นมาจมูกเล็กคงเชิดขึ้นจนน่ามันเขี้ยวบวกกับริมฝีปากบางที่ยืนออกมาเวลาไม่พอใจ

ก็คงพิลึกน่าดู





#ดลใจไอรัก





บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้แปลกกว่าทุกวันเล็กน้อย ไอรักเดินเข้ามาวางกระเป๋าบนโต๊ะทำงานเหมือนอย่างทุกครั้งที่ต้องเข้าออฟฟิศ ก่อนจะเลิกคิ้วมองไปทางเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ

“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ ทำไมมองผมกันแบบนั้นล่ะ” ไอรักไม่ใช่คนที่จะเก็บข้อสงสัยไว้นาน เขาเอ่ยถามกับรุ่นพี่สาวคนหนึ่งที่โต๊ะทำงานติดกันทันที แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายเพื่อนรักอย่างรัฐนนท์ก็เดินหน้าเครียดเข้ามาหาเสียก่อน “มีอะไรกันนนท์ ทำไมทำหน้าเครียดแบบนี้ล่ะ”

“เดี๋ยวค่อยคุย ตอนนี้เข้าไปหาคุณพัชก่อนแล้วกัน”

“คุณพัชอย่างนั้นหรือ” ไอรักเอ่ยถามเพื่อนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เพราะน้อยครั้งที่ผู้จัดการของพวกเขาจะเรียกพนักงานตัวเล็กๆ ไปคุยด้วย ส่วนรัฐนนท์ก็ได้แต่พยักหน้าให้เพื่อนเงียบๆ ก่อนจะบอกเพื่อนว่าตนจะนั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงานของเจ้าตัว

คนตัวเล็กเดินตรงไปยังห้องผู้จัดการแผนกที่แยกออกมาเป็นสัดส่วน มือข้างหนึ่งยกขึ้นเคาะไปที่ประตูกระจกสีขุ่นที่ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ แต่ทุกคนทราบกันดีว่าด้านในมองออกมาด้านนอกได้อย่างชัดแจ๋วไม่มีอะไรบดบัง

“เข้ามาจ้ะ” เสียงด้านในตอบรับกลับมาอย่างทุกครั้งที่เขาโดนเรียกหา ไอรักเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้อีกด้านของโต๊ะทำงานที่ยังว่างอยู่ ใบหน้าน่ารักส่งยิ้มหวานให้กับผู้จัดการสาว ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ กลับมา

“เพราะแบบนี้หรือเปล่าจ๊ะ คุณหมอสาวๆ ถึงอุดหนุนออเดอร์ที่ไอรักไม่หยุดไม่หย่อน” คุณพัชเอ่ยแซวเจ้าตัวแล้วขยิบตาอย่างขี้เล่น “ยอดขายของไอรักดีมากทุกเดือนเลยนะคะ”

“อ่า...ขอบคุณครับ”

“อันนี้พี่ชมจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่พูดให้ดีใจเล่นๆ”

“ครับ ถ้าไม่ได้ทุกคนคอยช่วยสอน ผมก็คงไม่เก่งขนาดนี้หรอกครับ” ดีเทลหนุ่มเอ่ยอย่างถ่อมตัว รอยยิ้มเขินที่ประดับอยู่บนใบหน้าทำให้คุณพัชมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู

“เอ้อ พี่ขอเวลาแป๊บนึงนะคะ ต้องรออีกคนหนึ่งค่ะจะได้บอกพร้อมกันทีเดียว”

“ครับพี่พัช”

“แล้ววันนี้ต้องออกไปที่ไหนคะ” ผู้จัดการสาวชวนคุย ไอรักเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่เขาต้องไปเพื่อเสนอขายยาให้คุณหมอที่โรงพยาบาลในวันนี้ให้อีกฝ่ายได้ทราบ “โห แถวนั้นตอนเช้ารถติดหนักเลยนะคะ พี่ว่าอีกสักพักไอรักค่อยออกไปก็ได้ค่ะ”

ไอรักยิ้มให้กับผู้จัดการสาว ก่อนจะนิ่งไปเมื่อหันไปมองประตูห้องที่ใครอีกคนกำลังเปิดเข้ามา

“สวัสดีครับพี่พัช” ดลภัทรยกมือไหว้เจ้าของห้องอย่างนอบน้อม นึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นคนอายุน้อยกว่านั่งอยู่ในห้องผู้จัดการด้วย

“สวัสดีค่ะดล เชิญนั่งค่ะ”

ร่างสูงเดินมาเลื่อนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ เขาเหลือบมองชายหนุ่มอีกคนเล็กน้อยก่อนจะทรุดกายลงนั่งด้วยท่วงท่าสบายๆ

“เอาล่ะค่ะ เรื่องที่พี่จะพูดมันอาจจะดูแปลกไปสักหน่อย แต่พี่คิดว่าทั้งสองคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้บริหารบริษัทเรามักมีอะไรให้แปลกใจอยู่เสมอ”

ทั้งสองคนยังคงนั่งฟังอย่างเงียบๆ สำหรับไอรักแล้วการนั่งคุยกับคุณพัชเพียงลำพังยังรู้สึกอึดอัดน้อยกว่าการมีดลภัทรนั่งอยู่ด้วยกันข้างๆ เสียอีก

“พี่ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ” คุณพัชเอ่ยต่อในขณะที่ดีเทลหนุ่มอีกสองคนยังคงนั่งฟังเงียบๆ “ทางผู้บริหารอยากลองจับคู่ดีเทลข้ามสายกันดูน่ะค่ะ”

“อะไรนะครับ?” เป็นดลภัทรที่ได้สติก่อน เขาเอ่ยถามย้ำทั้งที่ไอรักยังคงหาลิ้นตัวเองไม่เจอ

“หมายถึงว่าอยากให้คนที่มียอดขายอันดับหนึ่งกับอันดับสองจับคู่กันดูน่ะค่ะ เป็นคู่หูทำงานด้วยกันเหมือนที่ไอรักไปกับนนท์หรือดลไปกับเฮงนั่นแหละค่ะ”

“ตะ...แต่ว่า--” ไอรักที่ได้สติพยายามจะแย้งด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่คุณพัชยังคงเอ่ยต่อ

“พี่เข้าใจค่ะ คนที่ไม่เคยทำงานร่วมกันพอได้ทำด้วยกันก็คงจะติดขัดเยอะพอสมควร แต่ด้วยเรื่องยอดขายของทั้งสองคนที่มันโอเคมาตลอด พี่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นทำงานไม่ดีนะคะ แต่พี่คิดว่าถ้าเป็นดลกับไอรักยอดขายยาจะต้องดีกว่าเดิมแน่ๆ เลยค่ะ”

ไอรักมองหน้าผู้จัดการสาวแล้วเม้มริมฝีปากแน่น เขายอมรับในคำสั่งที่จะให้เขาเปลี่ยนคู่ข้ามสาย แต่สิ่งที่เขาไม่อยากยอมรับก็คือชายหนุ่มตัวหนาที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ดลภัทรไม่พูดอะไรสักคำ เขาทำเพียงแค่นั่งฟังคุณพัชนิ่งๆ แบบไม่มีท่าทีอยากจะเถียงคนตำแหน่งสูงกว่า

“ผมจับคู่กับนนท์เหมือนเดิมก็ได้นะครับพี่พัช แต่จะพยายามทำยอดขายให้มากขึ้นแทน”

“คงไม่ได้หรอกค่ะ ทางเบื้องบนเขาสั่งมาแบบนี้ก็คงต้องทำตาม” คำตอบออกจากปากผู้จัดการสาวทำเอาไอรักรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังอดทนอย่างถึงที่สุด ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวอีกครั้ง

“แล้ว...ผมต้องคู่กับไอ้-- คุณดลนานเท่าไรครับ”

“สามเดือนค่ะ แค่อยากลองดูว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นมากไหมแค่นั้นเอง” ไอรักนึกโล่งอกนิดหน่อยกับคำตอบ

เพียงแค่สามเดือนคงไม่เป็นไร แม้ว่าจะต้องเห็นหน้าหรือพูดคุยกันทุกวัน แต่ถ้าเป็นเรื่องงานไอรักก็พยายามจะแยกแยะให้ขาดออกจากกัน ไม่ใช่อคติในการทำงาน

“เอาเป็นว่าพี่ฝากทั้งสองคนด้วยนะคะ สามเดือนนี้พี่คงต้องขอให้เฮงกับนนท์ทำงานด้วยกันไปก่อน ส่วนดลกับไอรักก็ออกไปด้วยกัน”

“ครับ” ดลภัทรตอบรับก่อนพลางใช้ข้อศอกสะกิดอีกคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ จนถูกเขวี้ยงค้อนใส่วงใหญ่

“ครับคุณพัช”

“ขอบคุณค่ะ พี่มีเรื่องจะพูดด้วยแค่นี้ค่ะ ทั้งสองคนจะเริ่มออกไปด้วยกันตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้นะคะ”

“ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ จะได้ไปตกลงกับเฮงแล้วก็น้องนนท์ก่อน”

“ตามสบายค่ะ”

ชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองคนเดินออกจากห้องผู้จัดการเรียกสายตาจากเพื่อนร่วมงานที่อยากรู้อยากเห็นได้เป็นอย่างดี เจ้าของร่างบางเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงตรงไปยังโต๊ะทำงานตนเองที่เพื่อนสนิทนั่งรออยู่ สีหน้าของไอรักบ่งบอกได้ดีว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร

ตั้งแต่ดลภัทรเริ่มเข้ามาทำงานที่บริษัทจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีสักเสี้ยววินาทีของไอรักที่อยากทำงานกับอีกฝ่าย หากไม่โดนบังคับอย่างที่คุณพัชบอก เขาก็คงไม่พยายามหาทางทำงานกับอีกฝ่ายเป็นแน่

เพื่อนสนิทของไอรักกำลังรอคอยคำบอกเล่าจากตนเอง รัฐนนท์บอกเขาด้วยท่าทางลุกขึ้นยืนพรวดพราดและไม่สนใจว่าคนอื่นกำลังมองพวกเขาอย่างไร

“เป็นอย่างไรบ้าง”

“นนท์รู้ก่อนที่เราจะถูกเรียกเข้าไปใช่ไหม” ไอรักถามเพื่อนและอีกฝ่ายก็พยักหน้ากลับมาแทนคำตอบ

“รัก” รัฐนนท์เรียกเพื่อน

“ไม่เป็นไร เราโอเค”

“แต่มันตั้งสามเดือน” ไอรักนิ่งไป นึกตามคำที่เพื่อนพูดแล้วรู้สึกหนักใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ดวงตากลมโตหันมองหน้าเพื่อนที่ยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ใกล้ๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับมือเพื่อนมากุมไว้

“ไม่ต้องห่วง เราไม่เป็นอะไรหรอกจะพยายามไม่คิดอะไรมากก็แล้วกัน”

รัฐนนท์ถอนหายใจเฮือก นึกเป็นห่วงเพื่อนสนิทขึ้นมาจับใจ “รักเราว่ารักควรลองเปิดใจดู บางทีพี่ดลอาจจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”

“ไม่ล่ะ” ไอรักตอบทันควัน “เราจะอดทนแค่สามเดือน พอหมดสามเดือนก็กลับมาทำงานกับนนท์เหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องเปิดใจอะไรขนาดนั้นหรอก”

“แล้วแบบนี้มันจะรอดไหมเนี่ยรัก”

“รอดสิ ไอรักเสียอย่าง” ไอรักตอบพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ก่อนจะค่อยๆ หุบลงเมื่อเห็นว่าดลภัทรกำลังมองเขาอยู่ไม่ไกล “มองอะไรนักหนาวะ น่ารำคาญชะมัด”

“อะไรนะ”

“เปล่าๆ ไม่มีอะไร”

“น้องนนท์” หัสดินเดินเข้ามาเรียกรัฐนนท์พร้อมกับสะพายกระเป๋าคู่ใจ “ไปกันเถอะ”

“ครับ”

“เดี๋ยวนนท์” ไอรักเรียกรั้งเพื่อนไหว หน้าเหวอเสียจนคนถูกเรียกหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “นี่มันอะไรกัน จะไปไหน”

“ทำงานไง พี่พัชให้เราออกไปกับพี่เฮง พี่เขาไม่ได้บอกรักหรือ”

“...บอก”

“ก็ตามนั้นเลยนะน้องรัก” หัสดินเอ่ยตัดบทพลางลากคนตัวเล็กติดมือไปด้วย ไม่ปล่อยให้ไอรักได้มีช่องเอ่ยประท้วงใดๆ

คนตัวบางยืนหน้ามุ่ยอยู่กับโต๊ะทำงานตัวเองหลายนาทีจนกระทั่งร่างสูงของดลภัทรเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า มือแกร่งเอื้อมมาคว้ากระเป๋าของไอรักไปถือไว้เสียเอง

“ไปกันได้แล้วคุณไอรัก เราเสียเวลามามากแล้ว”

“ดะ...เดี๋ยวสิ” ไอรักเอ่ยรั้งอีกฝ่ายแต่ไม่ได้ผล ขายาวยังคงก้าวไปตามทางเดินจนกระทั่งถึงลานจอดรถ ทำเอาคนที่เดินตามกระเป๋าตัวเองมาเหนื่อยจนหอบ

“ขึ้นรถ” ดลภัทรเอ่ยเสียงขรึมพร้อมกับกดปลดล็อคประตูรถ ไม่ได้สนใจว่าไอรักกำลังยืนหอบเพราะเดินตามตนเองมา

“นาย--”

“ถึงเวลาทำงานแล้วอย่ามัวแต่ยึกยักได้ไหมคุณไอรัก วันนี้คุณกับผมต้องไปหาลูกค้าด้วยกันนะครับ”

ไอรักเงียบไป ใบหน้าน่ารักมุ่ยลงเพราะมีคนขัดใจ ริมฝีปากเล็กยื่นออกมาจนดลภัทรที่มองอยู่นึกอยากดึงมันเล่นด้วยความมันเขี้ยว

“ให้ไวเลยครับ วันนี้รถติดด้วยนะ” คนตัวโตไม่ว่าเปล่าแต่เอื้อมมือเปิดประตูรถยนต์ก่อนจะดันอีกฝ่ายเข้าไปนั่งในรถโดยไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของไอรักเลยสักนิด

“มันเจ็บนะนายดล!” ไอรักโวยวายทั้งที่ตัวเองนั่งอยู่บนเบาะรถยนต์ข้างที่นั่งคนขับ ส่วนดลภัทรยังคงยืนเท้ากับหลังคาและประตูรถยนต์ก้มหน้าลงมาคุยกับคนที่เขาเพิ่งยัดเข้ารถไปเมื่อครู่

“อายุเท่ากันหรือไงถึงเรียกผมแบบนั้นน่ะ แล้วก็นั่งดีๆ ด้วย โตแล้วแยกให้ออกนะครับว่าเวลานี้เป็นเวลางาน”

ไอรักเม้มปากปิดสนิทหลังจากได้ยินคำเตือนจากคนโตกว่า อันที่จริงพวกเขาอายุห่างกันเพียงแค่ปีเดียว ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรื่องมากเรียงลำดับใครเกิดก่อนใครเกิดทีหลังขนาดนั้นด้วย

“ไป...ไปขับรถสิ มัว...แต่มองอะไรอยู่ได้” ท้ายประโยคไอรักเอ่ยเสียงแผ่ว เขาไม่กล้าเงยหน้ามองสายตาดุของอีกฝ่าย

“ทำตัวดีๆ ก็เป็นนี่”

“นายดลภัทร!” เจ้าของชื่อที่โดนตวาดแหวหัวเราะน้อยๆ กับคำเรียก แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่ได้นึกโกรธอย่างที่ควรจะเป็น

“เรียกอะไรนักหนา หืม? เดี๋ยวก็นาย เดี๋ยวก็ดลภัทร จะเรียกอะไรก็เรียกสักอย่าง”

“เรื่องของเรา”

“คุณไอรัก ผมบอกไปแล้วนะว่าผมแก่กว่าคุณ” คนนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์เอ่ยปรามเสียงแข็ง

“แค่ปีเดียวเถอะ” พูดออกไปแล้วไอรักนึกอยากกัดลิ้นตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น ดวงตากลมหลับตาลงเพื่อหลีกหนีเสียงหัวเราะในลำคอที่ได้ยินชัดเจนจากคนข้างๆ

“ไม่ชอบผมแต่ก็รู้ว่าผมแก่กว่าคุณตั้งหนึ่งปี”

“บังเอิญรู้มาเฉยๆ” คนโดนรู้ทันเอ่ยแก้

“อย่างนั้นหรือครับคุณรัก” ดลภัทรเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงยียวน

“เอ๊ะ! อย่ามาเรียกชื่อเราห้วนๆ นะ”

“นนท์ยังเรียกคุณแบบนี้ได้เลย ผมเรียกด้วยจะเป็นไรไป”

“เราเอาไว้ให้คนที่สนิทมากๆ เรียก” คนโดนกันเอาไว้ในระยะห่างที่ไม่แน่ใจว่าสามารถเรียกว่าคนรู้จักได้หรือไม่

“เดี๋ยวเรียกไปเรื่อยๆ ก็สนิทกันเองนั่นแหละ”

“ใครเขาจะอยากไปสนิทกับนายกัน”

“โอเค ไม่สนิทกันก็ได้” ดลภัทรเอ่ยอย่างยอมแพ้ เขายกมือสองข้างขึ้นระดับไหล่ในขณะที่รถด้านหน้ายังคงจอดนิ่งอยู่ “แต่ผมขออะไรสักอย่างได้ไหม”

“อะไร”

“ภายในสามเดือนนี้คุณกับผมต้องช่วยกันทำยอดขายให้ได้มากที่สุด ขอให้แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวด้วย เพราะไม่อย่างนั้นพังหมดแน่ๆ”

ไอรักเงียบไป เขาไม่ได้อยากร่วมงานกับอีกฝ่ายเลยสักนิด แต่ต้องจำใจเพราะผู้ใหญ่เบื้องบนบังคับมา พอนึกถึงตรงนี้แล้วคิ้วเข้มกลับมาขมวดกันแน่นอีกครั้ง ไอรักหันมองเสี้ยวหน้าเพื่อนร่วมทางจำเป็นทำทีคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูดออกมา

“มีอะไรจะพูดก็พูดมา”

“นาย...นายเป็นคนบอกให้ผู้บริหารเขาทำแบบนี้หรือเปล่า”

คนถูกถามหลุดหัวเราะพรืด คนอายุมากกว่าละสายตาจากถนนเบื้องหน้าหันมามองหน้าคนถามเล็กน้อยแล้วกับมามองทางด้านหน้าเช่นเดิม

“คิดได้ยังไงเนี่ย ผมจะทำแบบนั้นไปทำไมวะ”

“...” ไอรักเงียบอีกครั้ง เขาไม่ยอมพูดอธิบายความคิดตัวเองกับอีกฝ่าย

นิ้วเรียวสวยเคาะอยู่กับพวงมาลัยรถยนต์ราวกับกำลังใช้ความคิด แต่จนแล้วจนรอดดลภัทรก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้เกลียดเขาขนาดนี้

“คุณ บอกผมหน่อย ผมอยากรู้”

“...นามสกุล นายน่ะนามสกุลเดียวกับท่านประธาน คนอื่นเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละว่านายเป็นลูกชายของท่าน”

“เพราะแบบนี้ใช่ไหมที่ทำให้คุณไม่ชอบขี้หน้าผม” เขาถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง คิ้วเข้มเริ่มขมวดมุ่นสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

ไอรักกัดริมฝีปากตัวเองจนเจ็บ นึกโมโหที่วันนี้รถติดกว่าทุกวันแถมเขายังต้องมาติดอยู่กับดีเทลหนุ่มขวัญใจสาวๆ ทั้งบริษัท แต่ถึงอย่างนั้นไอรักก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา ภายในห้องโดยสายรถยนต์เงียบกริบมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังทำงานอยู่เท่านั้น

ดลภัทรหันมองเสี้ยวหน้าคนที่เขาถามแต่ดูเหมือนวันนี้คงจะไม่ได้คำตอบอะไรกลับไป ไอรักเงียบเสียจนคนคนรอคำตอบนึกถอดใจ

“แค่ไม่ชอบนายที่นายดูเหมือนทำอะไรเล่นๆ ไม่จริงจัง ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ได้ยอดขายอันดับหนึ่งทุกครั้งไป” คนฟังคำวิจารณ์ยังคงเงียบไม่โต้เถียง “นายน่ะเป็นคนเก่ง เก่งจนเกินไป ทั้งหน้าตาดี ไปที่ไหนคนก็รัก บ้านรวยอีกต่างหาก”

คนที่ทำหน้าที่ขับรถอยู่ยังคงฟังอยู่เงียบๆ ดลภัทรไม่ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า แต่ไอรักคิดว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง มือเรียวทั้งสองข้างกำพวงมาลัยรถยนต์แน่นขนขึ้นข้อขาว

“เพราะแบบนั้นเลยเกลียดผมอย่างนั้นหรือ” เขาถามคนตัวเล็กพร้อมกับถอนหายใจ

“เราไม่ได้เกลียด แค่ไม่ถูกชะตา” ไอรักเอ่ยแก้เสียงแผ่ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเข้าใจของคนฟังเปลี่ยนได้เลยแม้แต่น้อย

“คุณไอรักผมจะบอกอะไรให้นะ”

“สิ่งที่คุณเห็นน่ะคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมไม่พยายาม คุณบอกว่าผมเป็นคนเก่ง ใครๆ ก็มองว่าผมเก่ง แต่กว่าผมจะมาอยู่ตรงจุดนี้ได้ไม่มีใครรู้หรอกนะว่าผมพยายามมากแค่ไหน ผมล้มมากี่ครั้ง”

ไอรักยังคงเงียบฟังอีกฝ่ายหนึ่งพูด ทั้งที่รถยนต์ยังเคลื่อนตัวได้ปกติ และดลภัทรไม่ได้หันมามองเขาแม้สักเสี้ยววินาที แต่คนนั่งฟังกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังต่อว่าเขา

“ผมก็คนนะคุณ ใช่ว่าไม่มีเรื่องทุกข์เรื่องเสียใจ เคยได้ยินคำว่าไม่มีใครเพอร์เฟคไปเสียทุกอย่างไหม ผมก็เหมือนกัน ที่คุณพูดมาคุณดูถูกความพยายามของผมมากเลยนะ”

“...”

“โอเค ก่อนที่เราจะเริ่มทำงานด้วยกัน ผมคิดว่าผมกับคุณควรจะเคลียร์กันให้เรียบร้อย” ดลภัทรเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเขาเลี้ยวรถเข้ามาจอดในโรงพยาบาลที่พวกเขาต้องมาทำงาน “ฟังจากที่คุณพูดเมื่อกี้ ผมสรุปได้ว่าคุณอิจฉาผม ไอรักเป็นเด็กขี้อิจฉา”

“อิจฉาอะไร!” คนโดนกล่าวหาตะโกนลั่นรถ “อย่ามาว่าคนอื่นซี้ซั้วนะ”

ดลภัทรหัวเราะในลำคอ สายตายังคงมองคนตัวเล็กที่กำลังโวยวายตรงหน้า คิ้วเข้มที่ขมวดกันมุ่น แววตาดื้อรั้นที่ฉายออกมาอย่างเด่นชัด รวมไปถึงริมฝีปากเล็กที่ยื่นออกมาเถียงฉอดๆ ทุกอย่างดูน่ารำคาญแต่ตอนนี้ดลภัทรกับหัวเราะชอบใจจนนึกอยากยั่วโมโหคนตรงหน้าอีกสักนิด

“นี่คุณไอรักทุกอย่างมันอยู่ที่ความพยายามของแต่ละคน แต่เรื่องที่ผมหน้าตาดีกับบ้านรวยน่ะ”

“...”

“อิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ทำอะไรไม่ได้นอกจากไปเกิดใหม่”

“ไอ้-- นาย!”

ดลภัทรหลุดหัวเราะเสียงดังออกมาเมื่อเห็นสีหน้าเหวอของอีกฝ่าย ดวงตาเล็กอย่างลูกคนจีนหยีลงจนเหลือเป็นขีด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่หยุดหัวเราะ

“ผมล้อเล่น”

“เพื่อนเล่นนายหรือไง” คราวนี้ดลภัทรหน้าเหวอบ้างกับคำพูดที่อีกฝ่ายสวนกลับมา ไอรักหัวเราะคิกคักแววตาเป็นประกายอย่างนึกสนุกที่ได้เอาคืนคนตรงหน้า “เราก็ล้อเล่นน่า”

“ถึงอายุเราจะห่างกันแค่ปีเดียวแต่ผมก็พี่คุณนะ” คนแก่กว่าเอ่ยเสียงขรึมจู่ๆ วิญญาณเป็นคนจริงจังก็เข้าสิงขึ้นมาเสียอย่างนั้น “นี่ไอรัก เรามาตกลงกันดีๆ ดีกว่าไหม”

“อะไร”

“ไม่ต้องทำหน้าตาระแวงขนาดนั้นก็ได้” ดลภัทรเอ่ยอย่างปลดปลง

“ก็นายมันไม่น่าไว้ใจ”

“เอาล่ะเข้าเรื่อง ในเมื่อคุณเกลียด--”

“แค่ไม่ชอบ” ไอรักเอ่ยแก้

“โอเค คุณไม่ชอบหน้าผม”

“อาฮะ” ศีรษะกลมขยับขึ้นลงเป็นการตอบรับ ใบหน้าน่ารักเรียบเฉยเสียจนดลภัทรโคลงศีรษะอ่อนใจ

“แต่ในเมื่อเราต้องทำงานด้วยกันสามเดือน ผมเป็นคนแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้”

“เราก็แยกได้ มันจะไปยากอะไร” ไอรักเอ่ยสวน ใบหน้าหงิกงอขึ้นมาอย่างไม่ชอบใจ เพราะฟังคำพูดอีกฝ่ายแล้วเหมือนเขากำลังโดนกล่าวหาอยู่กลายๆ

“ถ้าแยกได้ เรามาจับมือกันเพิ่มยอดขายให้มันทะลุเลยดีไหม” ดลภัทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงล่อหลอกราวกับคนตรงหน้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ “ถ้าเราได้ยอดขายอันดับหนึ่ง ผมให้คุณขอผมได้หนึ่งอย่าง”

ไอรักนั่งเงียบครุ่นคิดข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากเขาจะได้รู้เทคนิคของคู่แข่งแล้ว ยังได้รางวัลจากการเป็นผู้ชนะในการจัดอันดับยอดขายอีกด้วย

ดวงตากลมโตเหลือบมองคนยื่นข้อเสนอ ไอรักขยับกายเล็กน้อยแล้วกระแอมเบาๆ

“เอาแบบนั้นก็ได้ ระหว่างสามเดือนนี้เราจะพยายามร่วมมือกับนายเพิ่มยอดขายยาก็แล้วกัน”

“เราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะ”

คนตัวเล็กมองมือแกร่งที่ยื่นออกมารอแทนการตอบรับข้อตกลง ก่อนจะยื่นมือออกไปจับอีกฝ่ายแล้วเขย่าเบาๆ เป็นอันเสร็จสิ้นการตกลงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“ตกลงกันได้แล้ว เรามาเริ่มงานกันเถอะคุณไอรัก”

“ได้เลย!”



#ดลใจไอรัก

TBC.




---------------------------------

หาเรื่องทำไมก็ไม่รู้ 555555 เรื่องนี้มี 3 ตอนจบนะคะ ใครใจดีจะเล่นแท็ก #ดลใจไอรัก ก็ได้ หรือใครสะดวกคอมเมนท์ในนี้ก็ได้ค่ะ