ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 1
Pairing: NielOng
Rate: PG-13
Tag: #ดลใจไอรัก
Project: #SayItNielOng
เสียงบดเมล็ดกาแฟและกลิ่นหอมของเครื่องดื่มแสนโปรดปรานลอยมาแตะจมูกเป็นพักๆ ในร้านกาแฟยอดนิยมพาให้ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนปลดกระดุมด้านบนสองเม็ดรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานที่เขาต้องวิ่งวุ่นทั้งวัน มือเรียวสวยหยิบยกแก้วคาปูชิโนร้อนขึ้นจิบก่อนจะปรายตามองไปทางประตูทางเข้าร้านแทบจะทุกสองนาที เพราะคนที่นัดตนเองเอาไว้ยังไม่โผล่หน้ามาเสียทีแม้ว่าจะเลยเวลานัดไปแล้วเกือบครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้
รัฐนนท์ถอนหายใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเพื่อนสนิทปรากฏเข้ามาในคลองจักษุ สีหน้าของเขาดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังอดหงุดหงิดกับความไม่ตรงต่อเวลาของเพื่อนไม่ได้
“ขอโทษที ตอนขับรถออกจากโรงพยาบาลมารถติดเป็นบ้าเลย” คนมาใหม่บ่นขรม พลางขยับเก้าอี้หวังจะนั่งพักให้หายเหนื่อยที่รีบกระหืดกระหอบมาหาเพื่อนรัก
“ไม่เป็นไร เรานั่งรอรักไปแค่ครึ่งชั่วโมงเอง” คนนั่งรอเอ่ยเสียงเรียบแต่ถึงอย่างนั้นคนฟังยังคงรับรู้ได้ถึงการเน้นตรงในคำว่าครึ่งชั่วโมงของเพื่อนอยู่ดี ดวงตากลมสีดำสนิทกลอกมองด้านบนไปมาแล้วเอ่ยกับเพื่อนอย่างทุกครั้ง
“ไม่ต้องมาหาเรื่องให้เลี้ยงข้าว ไม่ใช่เพราะตกลงกันนัดร้านที่ใกล้นนท์ที่สุดหรอกหรือเราถึงได้เจอรถติดขนาดนี้”
“โธ่ รักอย่าใจร้ายกับเราสิ” เจ้าของชื่อ ‘รัก’ ที่เพื่อเรียกมองค้อนคนตัวเล็กกว่าที่กำลังนั่งหน้าแป้นอยู่ตรงหน้า
“ไม่ได้ใจร้าย แต่เดือนนี้ต้องประหยัด”
“ประหยัดอะไรอีก” รัฐนนท์เอียงคอมองเพื่อนด้วยความสงสัย “หรืออยากได้อะไรอีกแล้ว”
“ถูกเผง! นนท์เก่งที่สุด” ไอรักร้องออกมาอย่างถูกใจ “เราไปเจอกล้องตัวใหญ่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน อยากได้มาก”
“แค่กล้องตัวเดียว รักขายยาแค่ไม่กี่วันก็ได้ค่าคอมจนซื้อได้แล้วหรือเปล่า” คนเป็นเพื่อนเอ่ยอ้างถึงค่าคอมมิชชั่นที่มักจะได้พิเศษเมื่อพวกเขาขายของให้ลูกค้าได้
ไอรักมองหน้าเพื่อนแล้วยักไหล่ รัฐนนท์พูดเหมือนพวกเขาที่เป็นดีเทลยาหรือเภสัชกรที่เป็นตัวแทนขายยาของบริษัทหาเงินแต่ละบาทได้มาง่ายๆ กว่าที่ไอรักจะเดินมาถึงจุดที่มีพอกินพอใช้อย่างทุกวันนี้ เขาต้องไปนั่งเฝ้าหมอที่โรงพยาบาลเป็นวันๆ ต้องคอยเสนอยาตัวใหม่ให้กับหมอแต่ละคนเลือดตาแทบกระเด็น
หนำซ้ำยังต้องคอยแข่งขันกับเพื่อนร่วมงานที่อยู่กันคนละสาย เพราะทางบริษัทมีนโยบายให้โบนัสสำหรับพนักงานดีเด่นที่มียอดขายมากที่สุดในแต่ละเดือน
พอนึกถึงโบนัสก้อนนี้ ไอรักก็ได้แต่นึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ในใจ ทั้งที่เมื่อก่อนเขาและรัฐนนท์ผลัดกันได้โบนัสมากอดอยู่ทุกเดือน แต่ตั้งแต่บริษัทรับดีเทลยาคนใหม่เข้ามาทำงานและโชคร้ายดันอยู่คนละสายกับพวกเขา
ตั้งแต่ตอนนั้นไอรักก็ไม่เคยเห็นตัวเลขที่เป็นโบนัสวิ่งเข้ามาในบัญชีอีกเลย
“แล้ววันนี้เป็นอย่างไรบ้าง โอเคไหม” รัฐนนท์เอ่ยถามอย่างที่ต้องการเรียกเพื่อนออกจากภวังค์ เมื่อได้เห็นสีหน้าของไอรักเขาก็เดาความคิดของเพื่อนได้ไม่ยากเลยสักนิด “เมื่อเช้าได้แวะเข้าตึกหรือเปล่า”
“แวะสิ” ไอรักตอบ เขาขยับกายหันไปทางตู้ขนมหวานในร้านชั่วครู่ก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อน “ประกาศอันดับเมื่อเช้า จะไม่เข้าไปดูได้อย่างไร”
“แล้วเป็นไง”
“ขอไปสั่งกาแฟแป๊บ”
คำตอบของไอรักทำเอารัฐนนท์ที่กำลังรอฟังอยู่ถึงกับถอนหายใจใส่เพื่อนตัวดี ดวงตากลมแป๋วหันมองตามร่างสูงของเพื่อนในชุดทำงานสุภาพที่กำลังเดินไปสั่งกาแฟอย่างที่บอกก่อนจะเห็นมันชี้ไปที่ขนมหวานในตู้ข้างๆ เคาน์เตอร์
ใช้เวลาเพียงไม่นานไอรักก็กลับมาพร้อมกับอเมริกาโนเย็นและขนมปังของโปรดอีกสองอย่าง
“รักหิวหรือ” รัฐนนท์ถามพลางมองขนมตรงหน้าเพื่อน
“ซื้อมาเผื่อ” ไอรักตอบทันทีพร้อมกับยกกาแฟขึ้นดื่ม “ไถ่โทษที่มาสาย”
รัฐนนท์ยิ้มรับเหตุผลของเพื่อนแล้วเอื้อมมือหยิบส้อมที่วางอยู่มาตักขนมตรงหน้าเข้าปาก
“ทำดีมากเจ้าไอรัก ว่าแต่ตกลงเดือนนี้ใครได้ยอดขายอันดับหนึ่ง”
“ก็จะใครล่ะ คนเดิมนั่นแหละ” ไอรักตอบเสียงสะบัด ใบหน้าของเขาบูดบึ้งจนคนมองอย่างรัฐนนท์เดาคำตอบได้ไม่ยาก
“อีกแล้วหรือ”
“ใช่ อีกแล้ว” ขนมปังชิ้นโตถูกตักเข้าปากพร้อมกับเจ้าตัวยังคงพูดต่อด้วยความเจ็บแค้น “ขายเก่งอะไรนักหนา เราไม่เข้าใจ วันๆ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากขายของหรือไง”
รัฐนนท์หัวเราะเต็มเสียงทำ ยิ่งได้เห็นหน้าเพื่อนไม่สบอารมณ์บุคคลในหัวข้อสนทนาเขายิ่งหัวเราะเสียงดังยิ่งขึ้น
เขาเข้าใจดีว่าทำไมไอรักถึงออกอาการหัวเสียมากขนาดนี้ เพียงแค่คู่แข่งอีกคนทำอันดับได้ดีกว่า เพราะก่อนหน้านี้ไอรักเคยเป็นดีเทลยาที่มียอดขายอันดับหนึ่งมาโดยตลอด จนกระทั่งได้เจอกับพนักงานที่เพียงแค่เห็นหน้าไม่กี่วินาทีก็ไม่ถูกชะตากันแล้ว
“พี่ดลก็เก่งจริงๆ นั่นแหละ” รัฐนนท์เอ่ยออกมาอย่างไม่นึกกลัวดวงตากลมโตที่กำลังถลึงใส่ “หน้าตาดี หุ่นดี มนุษยสัมพันธ์ก็ดี ยิ้มเก่ง คุยง่าย มีเสน่ห์”
“พูดจบหรือยัง” คนนั่งฟังถามเสียงเข้ม
“ก็พูดเรื่องจริง”
“ไปอยู่กับมันเลยไหมล่ะ”
“แหม รักก็ เราแค่พูดให้ฟังน่า อย่าหงุดหงิดไปเลย” พอเห็นเพื่อนรักเริ่มไม่พอใจ รัฐนนท์ก็ใช้น้ำเย็นเข้าลูบหวังให้เพื่อนใจเย็นลงอีกนิด
จนตอนนี้เขาก็ยังคงสงสัยไม่หายว่าทำไมไอรักถึงได้เกลียดหน้าดลภัทรหนักหนา ทั้งที่ทั้งคู่เคยคุยกันนับคำได้ด้วยซ้ำ
คนอย่างไอรักน่ะ หากไม่มีเรื่องจำเป็นจริงๆ ที่ต้องคุยกับศัตรู เพื่อนเขาก็มักจะส่งเขานี่แหละเป็นคนไปคุยแทน ซึ่งพอได้ลองคุยกับดลภัทรแล้ว รัฐนนท์ก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าชายหนุ่มคนนั้นจะเป็นคนร้ายกาจอย่างที่ทำให้เพื่อนเขาเกลียดได้
“ลองเปิดใจดูไหมรัก” รัฐนนท์ยังคงกล่อมเพื่อน แต่นั่นกลับทำให้อีกฝ่ายตวัดสายตามองอย่างกรุ่นโกรธกลับมาจนเขาต้องทำท่าทางรูดซิปที่ปากเป็นการยอมแพ้ “โอเค ไม่พูดแล้วครับ”
“เราไม่ชอบหน้ามัน” ไอรักเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “หน้ายังไม่อยากมองเลย นับประสาอะไรกับจะให้คุย”
“แบบนี้ไม่ดีเลย วันหนึ่งถ้าได้ทำงานด้วยกันจะทำยังไงล่ะ”
ไอรักไม่ได้เถียงอะไร ริมฝีปากน่ารักเม้มแน่นทั้งที่สายตายังจับจ้องอยู่กับแก้วอเมริกาโน่ของตัวเอง ขนมที่สั่งมาทานคู่กันพร่องไปเพียงครึ่งเท่านั้นไอรักก็เหมือนจะทานอะไรไม่ลงแล้ว
“เราไม่ได้พูดเพราะรู้หรอกนะ เราแค่สมมติว่ามันมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น รักก็รู้ว่าผู้บริหารบริษัทเราบ้าๆ บอๆ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ เคยถามความสมัครใจของพนักงานที่ไหน”
คนฟังได้แต่นั่งถอนหายใจ เขานึกภาพที่เกิดขึ้นหลังจากได้ฟังคำที่เพื่อนพูดออกทันที หากคำสั่งนั้นผู้บริหารเป็นคนสั่งมา ไม่ว่าจะยากเย็นสักเพียงไหน คำตอบที่ได้รับก็มีเพียงแค่คำตอบเดียวคือต้องทำให้ได้
“ก็ขอภาวนาให้ไม่แย่ไปมากกว่านี้ก็แล้วกัน แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”
เสียงเพลงในร้านที่พนักงานเปิดคลออยู่ ค่อยๆ ทำให้ไอรักอารมณ์ดีขึ้นอยู่บ้าง ชายหนุ่มฮัมเพลงในลำคอตามทำนองที่ได้ยิน ก่อนจะหยุดชะงักบทสนทนากับเพื่อนเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างสูงร้อยเก้าสิบเซนติเมตรที่คุ้นตาเป็นอย่างดีกำลังเดินเข้ามาในร้าน
“นนท์ เราย้ายร้านกันไหม” ยังไม่ทันขาดคำดี ไอรักก็ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเจ้าของร่างสูงที่เห็นเดินตรงเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะที่พวกเขานั่งกันอยู่
“สวัสดีนนท์ สวัสดีไอรัก ทำไมวันนี้มาอยู่แถวนี้ได้ล่ะ” คนมาใหม่เอ่ยถามขึ้นมาราวกับสนิทสนมกันเสียเต็มประดาทั้งที่ไอรักไม่อยากคุยกับอีกฝ่ายเลยสักนิด
“สวัสดีครับพี่เฮง” เป็นรัฐนนท์ที่เริ่มบทสนทนา “พอดีผมมีนัดลูกค้าแถวนี้พอเสร็จก็เบื่อๆ เลยเรียกรักมานั่งด้วยน่ะ”
“อ๋อ” หัสดินส่งเสียงตอบรับคำตอบจากคนอายุน้อยกว่า แต่ถึงอย่างนั้นสายตาก็ยังคงไม่ละจากใบหน้าของเจ้าของชื่อไอรัก
“แล้วพี่เฮงมาทำอะไรแถวนี้หรือครับ”
“มาหาที่รอไอ้ดลน่ะ มันบอกว่าหาลูกค้าเสร็จแล้วจะให้ไปธุระเป็นเพื่อน”
“อาฮะ” รัฐนนท์ยังคงตั้งใจฟังคำพูดของคนอายุมากกว่า ส่วนไอรักอีกนิดจะหยิบหูฟังมาเสียบโทรศัพท์มือถือแล้ว เพราะไม่อยากคุยกับคนอายุมากกว่า
“พี่นั่งด้วยได้ไหม คนเยอะจนหาโต๊ะว่างไม่ได้เลยดูสิ”
“อะ...เอ่อ” คนถูกตามตอบไม่ถูก รัฐนนท์ใช้เท้าเล็กขยับไปสะกิดเท้าเพื่อนใต้โต๊ะ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเมื่อไอรักเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมามองแล้วก้มกลับลงไปมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือเช่นเดิม
กริยาของเพื่อนที่แสดงออกมาทำเอารัฐนนท์อยากจะดึงทึ้งผมตัวเองมันตรงนั้น
“นะครับ แป๊บเดียว เดี๋ยวไอ้ดลมาพี่ก็ไปแล้ว”
“อ่า เชิญครับ” คนถูกขอร้องตอบออกไปอย่างเสียมิได้ ใบหน้าน่ารักของรัฐนนท์ส่งยิ้มให้หัสดินแต่ไอรักรู้สึกว่ามันจืดเจื่อนเสียเหลือเกิน
“อีกนานไหมครับกว่าคุณดลจะมา” รัฐนนท์เอ่ยถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าพึ่งพาเพื่อนตรงหน้าไม่ได้เป็นแน่ เขาแอบทดความแค้นไว้ในใจเงียบๆ หากเมื่อไรที่หัสดินลุกเดินออกจากโต๊ะไป เมื่อนั้นไอรักจะเหลือเพียงชื่อ! รัฐนนท์สัญญา!
ช่วงเวลาเพียงไม่เกินสิบนาทีที่หัสดินนั่งคุยกับรัฐนนท์และไอรักจนทั้งสามคนเห็นร่างสูงของดลภัทรโผล่เข้ามาในร้าน แต่ถึงอย่างนั้นไอรักกลับรู้สึกว่ามันนานจนเทียบได้กับหนึ่งชั่วโมงกันเลยทีเดียว
ไอรักเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างดี หากคิดจากร้อยคะแนนรัฐนนท์คงให้เพื่อนรักได้จนถึงสองร้อย แต่นั่นไม่ใช่กับดลภัทรและหัสดิน รัฐนนท์ค่อนข้างแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ไอรักตั้งแง่ให้ดลภัทรตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก และอีกครั้งเมื่อเห็นว่าหัสดินยืนคุยอยู่กับดลภัทรอย่างสนิทสนม
“รอนานไหมวะ” คนมาใหม่เอ่ยถามเพื่อนสนิทที่นั่งรออยู่ ใบหน้าหล่อเหลาเสียจนลูกค้าสาวๆ ในร้านมองกันไม่วางตา ไอรักเบ้ปากน้อยๆ เมื่อได้ยินเสียงกรี๊ดหลุดออกมาจากโต๊ะด้านหลังตนเอง
“ไม่นานๆ รออยู่กับน้องๆ แป๊บเดียว”
ดลภัทรหันมอง ‘น้องๆ’ เจ้าของโต๊ะที่หัสดินเอ่ยถึง ใบหน้าหล่อคลี่ยิ้มสวยให้กับรัฐนนท์แล้วผงกศีรษะน้อยๆ เป็นการทักทาย พอหันไปหาไอรักชายหนุ่มกลับต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทำทีเป็นเล่นโทรศัพท์ไม่สนใจคนอื่นที่อยู่ด้วย
“พี่ขอตัวก่อนนะครับ” หัสดินเป็นคนพูดออกมาพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงข้างๆ เพื่อนสนิทเป็นภาพที่ดูดีเสียจนรัฐนนท์อดที่จะยอมรับไม่ได้
ท่าทางแบบนั้นเรียกสายตาและเสียงกรี๊ดจากผู้หญิงในร้านได้อีกครั้งจนไอรักลอบถอนหายใจด้วยความหงุดหงิด
จะกรี๊ดอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้ เหมือนไม่เคยเห็นคนกันไปได้
#ดลใจไอรัก
ชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีเดินคู่กันออกจากร้านกาแฟยอดนิยมพาให้สาวน้อยใหญ่ที่เดินผ่านมองตามกันจนเหลียวหลัง หัสดินส่งยิ้มหวานให้หญิงสาวตัวเล็กคนหนึ่งที่กำลังยืนส่งยิ้มให้เขาเงียบๆ ทำเอาเธอถึงกับไปไม่เป็นแทบล้มพับกองอยู่กับพื้น ดลภัทรที่เห็นการกระทำของเพื่อนสนิทได้แต่ส่ายหน้าเอือมระอากับความเจ้าชู้ที่ไม่เคยลดลง เมื่อครั้งยังเรียนมหาวิทยาลัยหัสดินเป็นหนุ่มฮอตที่หันไปทางไหนใครก็พูดถึงแต่ดีกรีความเจ้าชู้ และปัจจุบันนี้เพื่อนสนิทของเขาก็ยังเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยน หัสดินยังคงเป็นชายหนุ่มรักสนุกแต่ไม่ผูกพันและดลภัทรนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าใครจะสามารถจับมันไว้จนอยู่หมัด
“พอแล้วมั้งไอ้เฮง ยิ้มเรี่ยราดจนเขาเดินสะดุดกันระนาวแล้ว” ดลภัทรเอ่ยเตือนเพื่อนหลังจากเห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินสะดุดขาตัวเองห่างจากพวกเขาไม่ไกล
“คนมันหล่อก็พูดยากหน่อย” คนตัวสูงกว่าตอบเพื่อนพลางยักไหล่ไม่ยี่หระ เขาต้องคอยบริหารเสน่ห์ตัวเองอยู่เสมอเพื่อเวลาที่หยิบมาใช้กับหมอสาวๆ จะได้ไม่รู้สึกเคอะเขิน
“ขอกูอยู่เงียบๆ แบบไม่มีคนสนใจสักสิบนาทีเถอะ”
“ถึงกับขอร้อง” หัสดินพูดกลั้วหัวเราะ “เออ ว่าแต่กูสงสัยมานานแล้ว น้องที่ชื่อไอรักนี่เกลียดมึงหรือเปล่าวะ ทำไมเขาดูขมวดคิ้วทุกครั้งที่เจอหน้ามึงขนาดนั้น”
“ไม่รู้ว่ะ ตั้งแต่กูเข้ามาทำงานเลยมั้ง”
“ดูรังเกียจ”
“หยุดขยี้กูก่อนครับคุณเฮงซวย”
“เฮงเฉยๆ สอนไม่จำ” หัสดินหันมาแก้กับเพื่อนสนิทอย่างที่ทำมาตลอดหลายปีตั้งแต่ตอนเรียนมาด้วยกัน
“จนตอนนี้กูก็ยังไม่เข้าใจว่าไปทำอะไรให้เขาเกลียดนักหนา”
“นี่มึงไม่รู้ตัวจริงๆ หรือวะ” ดลภัทรส่ายหน้า “ยอดขายของมึงขึ้นอันดับหนึ่งมากี่ปีแล้ว”
“มึงมันเวอร์ไอ้เฮง กูเพิ่งมาทำงานได้ปีกว่าๆ”
“ก็ในระยะเวลาปีกว่าๆ ยอดขายมึงขึ้นอันดับหนึ่งมาตลอด แล้วไอรักเขาก็อยู่เป็นที่สองรองจากมึงทุกเดือน” หัสดินอธิบายทุกอย่างกับดลภัทรที่ยังมีสีหน้าไม่เชื่อคำพูดของเพื่อน “กูพูดจริงๆ ดีแค่ไหนที่มึงเพิ่งจบโทกลับมา ถ้าทำมาตั้งแต่เรียนจบน่าจะโดนหนักกว่านี้”
หัสดินเอ่ยอ้างไปถึงปริญญาโทที่อีกฝ่ายเพิ่งเรียนจบด้านบริหารกลับมาจากต่างประเทศ เพราะแบบนั้นดลภัทรจึงเพิ่งได้เริ่มทำงานในบริษัทอย่างจริงจังแล้วดันไปเข้าตากรรมการจนมีคนเหม็นขี้หน้าแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
“หยุดเวอร์ก่อนได้ไหมเพื่อน กูขอ”
“เอ้า! ไม่เชื่อกูอีก ไอรักเกลียดขี้หน้ามึงจนเขาพาลมาเหม็นขี้หน้ากูด้วยเนี่ย เมื่อกี้ตอนนั่งอยู่โต๊ะเดียวกันก็ไม่ยอมคุย ปล่อยให้น้องนนท์คุยกับกูอยู่คนเดียว โคตรเจื่อน”
“มึงไปหน้าม่อใส่เขาก่อนหน้านี้หรือเปล่าเฮงซวย”
หัสดินถอนหายใจ คร้านจะแก้ชื่อที่ถูกเอ่ยออกจากปากเพื่อนสนิท นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าขายาวๆ ของเขาคงได้ยืดไปประทับที่ร่างกายของเพื่อนสักแห่งเป็นแน่
“หิวข้าวว่ะ” ดลภัทรเอ่ยขึ้นหวังจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของเพื่อน ดวงตาเล็กอีกฝ่ายหรี่มองอย่างรู้ทันแต่ก็ยอมเออออไปอย่างนั้น
“จะกินอะไร”
“กินกับมึงสองคนมาตั้งนานแต่ก็ไม่เคยชินสักทีเลยว่ะ”
“แหม มึงคิดว่ากูอยากกินกับมึงมากสินะ” หัสดินเอ่ยขัด “กูไม่ใช่ผู้หญิงที่นั่งมองหน้ามึงตอนกินข้าวแล้วผีเสื้อจะบินอยู่ในท้องนะ”
“พอเถอะ” มือเรียวสวยยกขึ้นกางห้านิ้วแทนการห้ามเพื่อน “ขนลุก วันไหนมึงผีเสื้อบินกับกูช่วยไปบินไกลๆ นะ ไม่งั้นกูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แน่”
“ใช่สิ กูมันเก่าแล้วคบกันมาจะสิบปีก็แบบนี้แหละ”
ดลภัทรนิ่งเงียบไม่ยอมเถียงกลับ ดวงตาคมดุเหลือบมองกลุ่มเด็กผู้หญิงที่เพิ่งเดินผ่านไปแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับยืดมือสุดแขนเพื่อผลักไหล่เพื่อนรัก
“เฮงซวยเพราะมึงอะ ไอ้เฮงซวย!”
“เอ้า อะไรอีกวะ”
คนโวยวายเบือนหน้าหนีเพื่อนด้วยความหงุดหงิด เขาจะไม่พาลเอากับเพื่อนเลยสักนิดหากเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักกลุ่มนั้นไม่หันไปกรี๊ดกับเพื่อนว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นแฟนกัน เพราะคำพูดตัดพ้อบ้าๆ บอๆ ของเพื่อนตัวดีตรงหน้า
“จะกินข้าวร้านไหนก็คิดสิวะ” คนตัวสูงกว่าได้แต่ขยับเข้ามาเดินข้างเพื่อนรัก แต่เพียงครู่เดียวก็ต้องโดนดันไปออกห่าง “ไปเดินห่างๆ กูไอ้เฮง วันนี้เลิกสนิทกันสักวันเถอะ”
คำพูดของดลภัทรทำหัสดินหน้านิ่วคิ้วขมวด ใบหน้าหล่อเหลามีแต่คำว่าไม่เข้าใจลอยเต็มไปหมด จนกระทั่งพวกเขาทั้งสองคนเลือกร้านอาหารและสั่งออเดอร์พนักงานเรียบร้อยแล้วคนโดนเพื่อนหงุดหงิดใส่ก็ยังคงไม่เข้าใจอะไรอยู่ดี
“ถามจริงๆ นะไอ้ดล” หัสดินเอ่ยถามเพื่อนทั้งที่ยังเคี้ยวข้าวอยู่เต็มปาก
“ว่าไง”
“สมมติว่าเขาจับมึงกับไอรักให้ทำงานด้วยกันจะเป็นยังไงวะ”
ดลภัทรยักไหล่ไม่ยี่หระหลังจากฟังคำถามของเพื่อนจบ “กูน่ะไม่มีอะไรอยู่แล้ว อยู่ที่น้องเขามากกว่าว่าจะอกแตกตายก่อนกูไหม”
“กูว่าบรรยากาศมันต้องเหมือนทำสงครามอยู่แน่ๆ เลยว่ะ”
คนฟังหลุดหัวเราะลั่นก่อนจะตักอาหารตรงหน้าเข้าปาก
“มึงพูดจนกูอยากลองอยู่ในสนามรบเลยว่ะ”
“ปากดีไปเถอะ คนเก่งกับคนเก่งมาอยู่ด้วยกัน กูนึกไม่ออกจริงๆ นะว่าใครจะเป็นคนยอม” หัสดินยังคงพูดต่อ “คนนู้นก็พอได้ยินมาบ้างว่าเอาแต่ใจไม่น้อยไปกว่ามึงหรอก อยากได้อะไรแค่อ้อนนิดหน่อยทุกคนก็พร้อมประเคนให้หมดทุกอย่างแล้ว”
ดลภัทรเลิกคิ้วเขานึกแปลกใจกับสิ่งที่ได้ยินจากเพื่อน ใบหน้าน่ารักที่เขาเคยมองว่ามันเหมือนลูกแมวจอมดื้อลอยเข้ามาในความคิดแม้ว่าไอรักจะไม่เคยทำสีหน้าอื่นนอกจากสีหน้าขรึมเวลาอยู่ต่อหน้ากัน แต่เขาพอจะนึกออกกว่าเวลารั้นขึ้นมาจมูกเล็กคงเชิดขึ้นจนน่ามันเขี้ยวบวกกับริมฝีปากบางที่ยืนออกมาเวลาไม่พอใจ
ก็คงพิลึกน่าดู
#ดลใจไอรัก
บรรยากาศในออฟฟิศวันนี้แปลกกว่าทุกวันเล็กน้อย ไอรักเดินเข้ามาวางกระเป๋าบนโต๊ะทำงานเหมือนอย่างทุกครั้งที่ต้องเข้าออฟฟิศ ก่อนจะเลิกคิ้วมองไปทางเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ ทำไมมองผมกันแบบนั้นล่ะ” ไอรักไม่ใช่คนที่จะเก็บข้อสงสัยไว้นาน เขาเอ่ยถามกับรุ่นพี่สาวคนหนึ่งที่โต๊ะทำงานติดกันทันที แต่ยังไม่ทันได้รับคำตอบจากอีกฝ่ายเพื่อนรักอย่างรัฐนนท์ก็เดินหน้าเครียดเข้ามาหาเสียก่อน “มีอะไรกันนนท์ ทำไมทำหน้าเครียดแบบนี้ล่ะ”
“เดี๋ยวค่อยคุย ตอนนี้เข้าไปหาคุณพัชก่อนแล้วกัน”
“คุณพัชอย่างนั้นหรือ” ไอรักเอ่ยถามเพื่อนอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เพราะน้อยครั้งที่ผู้จัดการของพวกเขาจะเรียกพนักงานตัวเล็กๆ ไปคุยด้วย ส่วนรัฐนนท์ก็ได้แต่พยักหน้าให้เพื่อนเงียบๆ ก่อนจะบอกเพื่อนว่าตนจะนั่งรออยู่ที่โต๊ะทำงานของเจ้าตัว
คนตัวเล็กเดินตรงไปยังห้องผู้จัดการแผนกที่แยกออกมาเป็นสัดส่วน มือข้างหนึ่งยกขึ้นเคาะไปที่ประตูกระจกสีขุ่นที่ไม่สามารถมองเห็นด้านในได้ แต่ทุกคนทราบกันดีว่าด้านในมองออกมาด้านนอกได้อย่างชัดแจ๋วไม่มีอะไรบดบัง
“เข้ามาจ้ะ” เสียงด้านในตอบรับกลับมาอย่างทุกครั้งที่เขาโดนเรียกหา ไอรักเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้อีกด้านของโต๊ะทำงานที่ยังว่างอยู่ ใบหน้าน่ารักส่งยิ้มหวานให้กับผู้จัดการสาว ก่อนที่เขาจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ กลับมา
“เพราะแบบนี้หรือเปล่าจ๊ะ คุณหมอสาวๆ ถึงอุดหนุนออเดอร์ที่ไอรักไม่หยุดไม่หย่อน” คุณพัชเอ่ยแซวเจ้าตัวแล้วขยิบตาอย่างขี้เล่น “ยอดขายของไอรักดีมากทุกเดือนเลยนะคะ”
“อ่า...ขอบคุณครับ”
“อันนี้พี่ชมจริงๆ นะ ไม่ใช่แค่พูดให้ดีใจเล่นๆ”
“ครับ ถ้าไม่ได้ทุกคนคอยช่วยสอน ผมก็คงไม่เก่งขนาดนี้หรอกครับ” ดีเทลหนุ่มเอ่ยอย่างถ่อมตัว รอยยิ้มเขินที่ประดับอยู่บนใบหน้าทำให้คุณพัชมองคนตรงหน้าด้วยสายตาเอ็นดู
“เอ้อ พี่ขอเวลาแป๊บนึงนะคะ ต้องรออีกคนหนึ่งค่ะจะได้บอกพร้อมกันทีเดียว”
“ครับพี่พัช”
“แล้ววันนี้ต้องออกไปที่ไหนคะ” ผู้จัดการสาวชวนคุย ไอรักเอ่ยชื่อโรงพยาบาลที่เขาต้องไปเพื่อเสนอขายยาให้คุณหมอที่โรงพยาบาลในวันนี้ให้อีกฝ่ายได้ทราบ “โห แถวนั้นตอนเช้ารถติดหนักเลยนะคะ พี่ว่าอีกสักพักไอรักค่อยออกไปก็ได้ค่ะ”
ไอรักยิ้มให้กับผู้จัดการสาว ก่อนจะนิ่งไปเมื่อหันไปมองประตูห้องที่ใครอีกคนกำลังเปิดเข้ามา
“สวัสดีครับพี่พัช” ดลภัทรยกมือไหว้เจ้าของห้องอย่างนอบน้อม นึกแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นคนอายุน้อยกว่านั่งอยู่ในห้องผู้จัดการด้วย
“สวัสดีค่ะดล เชิญนั่งค่ะ”
ร่างสูงเดินมาเลื่อนเก้าอี้อีกตัวที่ว่างอยู่ เขาเหลือบมองชายหนุ่มอีกคนเล็กน้อยก่อนจะทรุดกายลงนั่งด้วยท่วงท่าสบายๆ
“เอาล่ะค่ะ เรื่องที่พี่จะพูดมันอาจจะดูแปลกไปสักหน่อย แต่พี่คิดว่าทั้งสองคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าผู้บริหารบริษัทเรามักมีอะไรให้แปลกใจอยู่เสมอ”
ทั้งสองคนยังคงนั่งฟังอย่างเงียบๆ สำหรับไอรักแล้วการนั่งคุยกับคุณพัชเพียงลำพังยังรู้สึกอึดอัดน้อยกว่าการมีดลภัทรนั่งอยู่ด้วยกันข้างๆ เสียอีก
“พี่ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ” คุณพัชเอ่ยต่อในขณะที่ดีเทลหนุ่มอีกสองคนยังคงนั่งฟังเงียบๆ “ทางผู้บริหารอยากลองจับคู่ดีเทลข้ามสายกันดูน่ะค่ะ”
“อะไรนะครับ?” เป็นดลภัทรที่ได้สติก่อน เขาเอ่ยถามย้ำทั้งที่ไอรักยังคงหาลิ้นตัวเองไม่เจอ
“หมายถึงว่าอยากให้คนที่มียอดขายอันดับหนึ่งกับอันดับสองจับคู่กันดูน่ะค่ะ เป็นคู่หูทำงานด้วยกันเหมือนที่ไอรักไปกับนนท์หรือดลไปกับเฮงนั่นแหละค่ะ”
“ตะ...แต่ว่า--” ไอรักที่ได้สติพยายามจะแย้งด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่คุณพัชยังคงเอ่ยต่อ
“พี่เข้าใจค่ะ คนที่ไม่เคยทำงานร่วมกันพอได้ทำด้วยกันก็คงจะติดขัดเยอะพอสมควร แต่ด้วยเรื่องยอดขายของทั้งสองคนที่มันโอเคมาตลอด พี่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นทำงานไม่ดีนะคะ แต่พี่คิดว่าถ้าเป็นดลกับไอรักยอดขายยาจะต้องดีกว่าเดิมแน่ๆ เลยค่ะ”
ไอรักมองหน้าผู้จัดการสาวแล้วเม้มริมฝีปากแน่น เขายอมรับในคำสั่งที่จะให้เขาเปลี่ยนคู่ข้ามสาย แต่สิ่งที่เขาไม่อยากยอมรับก็คือชายหนุ่มตัวหนาที่นั่งเงียบอยู่ข้างๆ ดลภัทรไม่พูดอะไรสักคำ เขาทำเพียงแค่นั่งฟังคุณพัชนิ่งๆ แบบไม่มีท่าทีอยากจะเถียงคนตำแหน่งสูงกว่า
“ผมจับคู่กับนนท์เหมือนเดิมก็ได้นะครับพี่พัช แต่จะพยายามทำยอดขายให้มากขึ้นแทน”
“คงไม่ได้หรอกค่ะ ทางเบื้องบนเขาสั่งมาแบบนี้ก็คงต้องทำตาม” คำตอบออกจากปากผู้จัดการสาวทำเอาไอรักรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกราวกับกำลังอดทนอย่างถึงที่สุด ก่อนจะเอ่ยถามหญิงสาวอีกครั้ง
“แล้ว...ผมต้องคู่กับไอ้-- คุณดลนานเท่าไรครับ”
“สามเดือนค่ะ แค่อยากลองดูว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นมากไหมแค่นั้นเอง” ไอรักนึกโล่งอกนิดหน่อยกับคำตอบ
เพียงแค่สามเดือนคงไม่เป็นไร แม้ว่าจะต้องเห็นหน้าหรือพูดคุยกันทุกวัน แต่ถ้าเป็นเรื่องงานไอรักก็พยายามจะแยกแยะให้ขาดออกจากกัน ไม่ใช่อคติในการทำงาน
“เอาเป็นว่าพี่ฝากทั้งสองคนด้วยนะคะ สามเดือนนี้พี่คงต้องขอให้เฮงกับนนท์ทำงานด้วยกันไปก่อน ส่วนดลกับไอรักก็ออกไปด้วยกัน”
“ครับ” ดลภัทรตอบรับก่อนพลางใช้ข้อศอกสะกิดอีกคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ จนถูกเขวี้ยงค้อนใส่วงใหญ่
“ครับคุณพัช”
“ขอบคุณค่ะ พี่มีเรื่องจะพูดด้วยแค่นี้ค่ะ ทั้งสองคนจะเริ่มออกไปด้วยกันตั้งแต่วันนี้เลยก็ได้นะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับ จะได้ไปตกลงกับเฮงแล้วก็น้องนนท์ก่อน”
“ตามสบายค่ะ”
ชายหนุ่มร่างสูงทั้งสองคนเดินออกจากห้องผู้จัดการเรียกสายตาจากเพื่อนร่วมงานที่อยากรู้อยากเห็นได้เป็นอย่างดี เจ้าของร่างบางเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงตรงไปยังโต๊ะทำงานตนเองที่เพื่อนสนิทนั่งรออยู่ สีหน้าของไอรักบ่งบอกได้ดีว่าเขากำลังรู้สึกอย่างไร
ตั้งแต่ดลภัทรเริ่มเข้ามาทำงานที่บริษัทจนถึงตอนนี้ไม่เคยมีสักเสี้ยววินาทีของไอรักที่อยากทำงานกับอีกฝ่าย หากไม่โดนบังคับอย่างที่คุณพัชบอก เขาก็คงไม่พยายามหาทางทำงานกับอีกฝ่ายเป็นแน่
เพื่อนสนิทของไอรักกำลังรอคอยคำบอกเล่าจากตนเอง รัฐนนท์บอกเขาด้วยท่าทางลุกขึ้นยืนพรวดพราดและไม่สนใจว่าคนอื่นกำลังมองพวกเขาอย่างไร
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“นนท์รู้ก่อนที่เราจะถูกเรียกเข้าไปใช่ไหม” ไอรักถามเพื่อนและอีกฝ่ายก็พยักหน้ากลับมาแทนคำตอบ
“รัก” รัฐนนท์เรียกเพื่อน
“ไม่เป็นไร เราโอเค”
“แต่มันตั้งสามเดือน” ไอรักนิ่งไป นึกตามคำที่เพื่อนพูดแล้วรู้สึกหนักใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ดวงตากลมโตหันมองหน้าเพื่อนที่ยืนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่ใกล้ๆ มือข้างหนึ่งเอื้อมไปจับมือเพื่อนมากุมไว้
“ไม่ต้องห่วง เราไม่เป็นอะไรหรอกจะพยายามไม่คิดอะไรมากก็แล้วกัน”
รัฐนนท์ถอนหายใจเฮือก นึกเป็นห่วงเพื่อนสนิทขึ้นมาจับใจ “รักเราว่ารักควรลองเปิดใจดู บางทีพี่ดลอาจจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร”
“ไม่ล่ะ” ไอรักตอบทันควัน “เราจะอดทนแค่สามเดือน พอหมดสามเดือนก็กลับมาทำงานกับนนท์เหมือนเดิม ไม่จำเป็นต้องเปิดใจอะไรขนาดนั้นหรอก”
“แล้วแบบนี้มันจะรอดไหมเนี่ยรัก”
“รอดสิ ไอรักเสียอย่าง” ไอรักตอบพร้อมกับรอยยิ้มหวาน ก่อนจะค่อยๆ หุบลงเมื่อเห็นว่าดลภัทรกำลังมองเขาอยู่ไม่ไกล “มองอะไรนักหนาวะ น่ารำคาญชะมัด”
“อะไรนะ”
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร”
“น้องนนท์” หัสดินเดินเข้ามาเรียกรัฐนนท์พร้อมกับสะพายกระเป๋าคู่ใจ “ไปกันเถอะ”
“ครับ”
“เดี๋ยวนนท์” ไอรักเรียกรั้งเพื่อนไหว หน้าเหวอเสียจนคนถูกเรียกหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “นี่มันอะไรกัน จะไปไหน”
“ทำงานไง พี่พัชให้เราออกไปกับพี่เฮง พี่เขาไม่ได้บอกรักหรือ”
“...บอก”
“ก็ตามนั้นเลยนะน้องรัก” หัสดินเอ่ยตัดบทพลางลากคนตัวเล็กติดมือไปด้วย ไม่ปล่อยให้ไอรักได้มีช่องเอ่ยประท้วงใดๆ
คนตัวบางยืนหน้ามุ่ยอยู่กับโต๊ะทำงานตัวเองหลายนาทีจนกระทั่งร่างสูงของดลภัทรเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า มือแกร่งเอื้อมมาคว้ากระเป๋าของไอรักไปถือไว้เสียเอง
“ไปกันได้แล้วคุณไอรัก เราเสียเวลามามากแล้ว”
“ดะ...เดี๋ยวสิ” ไอรักเอ่ยรั้งอีกฝ่ายแต่ไม่ได้ผล ขายาวยังคงก้าวไปตามทางเดินจนกระทั่งถึงลานจอดรถ ทำเอาคนที่เดินตามกระเป๋าตัวเองมาเหนื่อยจนหอบ
“ขึ้นรถ” ดลภัทรเอ่ยเสียงขรึมพร้อมกับกดปลดล็อคประตูรถ ไม่ได้สนใจว่าไอรักกำลังยืนหอบเพราะเดินตามตนเองมา
“นาย--”
“ถึงเวลาทำงานแล้วอย่ามัวแต่ยึกยักได้ไหมคุณไอรัก วันนี้คุณกับผมต้องไปหาลูกค้าด้วยกันนะครับ”
ไอรักเงียบไป ใบหน้าน่ารักมุ่ยลงเพราะมีคนขัดใจ ริมฝีปากเล็กยื่นออกมาจนดลภัทรที่มองอยู่นึกอยากดึงมันเล่นด้วยความมันเขี้ยว
“ให้ไวเลยครับ วันนี้รถติดด้วยนะ” คนตัวโตไม่ว่าเปล่าแต่เอื้อมมือเปิดประตูรถยนต์ก่อนจะดันอีกฝ่ายเข้าไปนั่งในรถโดยไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของไอรักเลยสักนิด
“มันเจ็บนะนายดล!” ไอรักโวยวายทั้งที่ตัวเองนั่งอยู่บนเบาะรถยนต์ข้างที่นั่งคนขับ ส่วนดลภัทรยังคงยืนเท้ากับหลังคาและประตูรถยนต์ก้มหน้าลงมาคุยกับคนที่เขาเพิ่งยัดเข้ารถไปเมื่อครู่
“อายุเท่ากันหรือไงถึงเรียกผมแบบนั้นน่ะ แล้วก็นั่งดีๆ ด้วย โตแล้วแยกให้ออกนะครับว่าเวลานี้เป็นเวลางาน”
ไอรักเม้มปากปิดสนิทหลังจากได้ยินคำเตือนจากคนโตกว่า อันที่จริงพวกเขาอายุห่างกันเพียงแค่ปีเดียว ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเรื่องมากเรียงลำดับใครเกิดก่อนใครเกิดทีหลังขนาดนั้นด้วย
“ไป...ไปขับรถสิ มัว...แต่มองอะไรอยู่ได้” ท้ายประโยคไอรักเอ่ยเสียงแผ่ว เขาไม่กล้าเงยหน้ามองสายตาดุของอีกฝ่าย
“ทำตัวดีๆ ก็เป็นนี่”
“นายดลภัทร!” เจ้าของชื่อที่โดนตวาดแหวหัวเราะน้อยๆ กับคำเรียก แปลกใจตัวเองอยู่ไม่น้อยที่เขาไม่ได้นึกโกรธอย่างที่ควรจะเป็น
“เรียกอะไรนักหนา หืม? เดี๋ยวก็นาย เดี๋ยวก็ดลภัทร จะเรียกอะไรก็เรียกสักอย่าง”
“เรื่องของเรา”
“คุณไอรัก ผมบอกไปแล้วนะว่าผมแก่กว่าคุณ” คนนั่งอยู่หลังพวงมาลัยรถยนต์เอ่ยปรามเสียงแข็ง
“แค่ปีเดียวเถอะ” พูดออกไปแล้วไอรักนึกอยากกัดลิ้นตัวเองเสียเดี๋ยวนั้น ดวงตากลมหลับตาลงเพื่อหลีกหนีเสียงหัวเราะในลำคอที่ได้ยินชัดเจนจากคนข้างๆ
“ไม่ชอบผมแต่ก็รู้ว่าผมแก่กว่าคุณตั้งหนึ่งปี”
“บังเอิญรู้มาเฉยๆ” คนโดนรู้ทันเอ่ยแก้
“อย่างนั้นหรือครับคุณรัก” ดลภัทรเอ่ยสวนกลับด้วยน้ำเสียงยียวน
“เอ๊ะ! อย่ามาเรียกชื่อเราห้วนๆ นะ”
“นนท์ยังเรียกคุณแบบนี้ได้เลย ผมเรียกด้วยจะเป็นไรไป”
“เราเอาไว้ให้คนที่สนิทมากๆ เรียก” คนโดนกันเอาไว้ในระยะห่างที่ไม่แน่ใจว่าสามารถเรียกว่าคนรู้จักได้หรือไม่
“เดี๋ยวเรียกไปเรื่อยๆ ก็สนิทกันเองนั่นแหละ”
“ใครเขาจะอยากไปสนิทกับนายกัน”
“โอเค ไม่สนิทกันก็ได้” ดลภัทรเอ่ยอย่างยอมแพ้ เขายกมือสองข้างขึ้นระดับไหล่ในขณะที่รถด้านหน้ายังคงจอดนิ่งอยู่ “แต่ผมขออะไรสักอย่างได้ไหม”
“อะไร”
“ภายในสามเดือนนี้คุณกับผมต้องช่วยกันทำยอดขายให้ได้มากที่สุด ขอให้แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวด้วย เพราะไม่อย่างนั้นพังหมดแน่ๆ”
ไอรักเงียบไป เขาไม่ได้อยากร่วมงานกับอีกฝ่ายเลยสักนิด แต่ต้องจำใจเพราะผู้ใหญ่เบื้องบนบังคับมา พอนึกถึงตรงนี้แล้วคิ้วเข้มกลับมาขมวดกันแน่นอีกครั้ง ไอรักหันมองเสี้ยวหน้าเพื่อนร่วมทางจำเป็นทำทีคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่พูดออกมา
“มีอะไรจะพูดก็พูดมา”
“นาย...นายเป็นคนบอกให้ผู้บริหารเขาทำแบบนี้หรือเปล่า”
คนถูกถามหลุดหัวเราะพรืด คนอายุมากกว่าละสายตาจากถนนเบื้องหน้าหันมามองหน้าคนถามเล็กน้อยแล้วกับมามองทางด้านหน้าเช่นเดิม
“คิดได้ยังไงเนี่ย ผมจะทำแบบนั้นไปทำไมวะ”
“...” ไอรักเงียบอีกครั้ง เขาไม่ยอมพูดอธิบายความคิดตัวเองกับอีกฝ่าย
นิ้วเรียวสวยเคาะอยู่กับพวงมาลัยรถยนต์ราวกับกำลังใช้ความคิด แต่จนแล้วจนรอดดลภัทรก็ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้เกลียดเขาขนาดนี้
“คุณ บอกผมหน่อย ผมอยากรู้”
“...นามสกุล นายน่ะนามสกุลเดียวกับท่านประธาน คนอื่นเขาก็รู้กันหมดนั่นแหละว่านายเป็นลูกชายของท่าน”
“เพราะแบบนี้ใช่ไหมที่ทำให้คุณไม่ชอบขี้หน้าผม” เขาถามต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง คิ้วเข้มเริ่มขมวดมุ่นสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
ไอรักกัดริมฝีปากตัวเองจนเจ็บ นึกโมโหที่วันนี้รถติดกว่าทุกวันแถมเขายังต้องมาติดอยู่กับดีเทลหนุ่มขวัญใจสาวๆ ทั้งบริษัท แต่ถึงอย่างนั้นไอรักก็ยังไม่ยอมพูดอะไรออกมา ภายในห้องโดยสายรถยนต์เงียบกริบมีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ยังทำงานอยู่เท่านั้น
ดลภัทรหันมองเสี้ยวหน้าคนที่เขาถามแต่ดูเหมือนวันนี้คงจะไม่ได้คำตอบอะไรกลับไป ไอรักเงียบเสียจนคนคนรอคำตอบนึกถอดใจ
“แค่ไม่ชอบนายที่นายดูเหมือนทำอะไรเล่นๆ ไม่จริงจัง ทั้งที่เป็นแบบนั้นแต่ได้ยอดขายอันดับหนึ่งทุกครั้งไป” คนฟังคำวิจารณ์ยังคงเงียบไม่โต้เถียง “นายน่ะเป็นคนเก่ง เก่งจนเกินไป ทั้งหน้าตาดี ไปที่ไหนคนก็รัก บ้านรวยอีกต่างหาก”
คนที่ทำหน้าที่ขับรถอยู่ยังคงฟังอยู่เงียบๆ ดลภัทรไม่ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า แต่ไอรักคิดว่าเขากำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง มือเรียวทั้งสองข้างกำพวงมาลัยรถยนต์แน่นขนขึ้นข้อขาว
“เพราะแบบนั้นเลยเกลียดผมอย่างนั้นหรือ” เขาถามคนตัวเล็กพร้อมกับถอนหายใจ
“เราไม่ได้เกลียด แค่ไม่ถูกชะตา” ไอรักเอ่ยแก้เสียงแผ่ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเข้าใจของคนฟังเปลี่ยนได้เลยแม้แต่น้อย
“คุณไอรักผมจะบอกอะไรให้นะ”
“สิ่งที่คุณเห็นน่ะคุณรู้ได้อย่างไรว่าผมไม่พยายาม คุณบอกว่าผมเป็นคนเก่ง ใครๆ ก็มองว่าผมเก่ง แต่กว่าผมจะมาอยู่ตรงจุดนี้ได้ไม่มีใครรู้หรอกนะว่าผมพยายามมากแค่ไหน ผมล้มมากี่ครั้ง”
ไอรักยังคงเงียบฟังอีกฝ่ายหนึ่งพูด ทั้งที่รถยนต์ยังเคลื่อนตัวได้ปกติ และดลภัทรไม่ได้หันมามองเขาแม้สักเสี้ยววินาที แต่คนนั่งฟังกลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังต่อว่าเขา
“ผมก็คนนะคุณ ใช่ว่าไม่มีเรื่องทุกข์เรื่องเสียใจ เคยได้ยินคำว่าไม่มีใครเพอร์เฟคไปเสียทุกอย่างไหม ผมก็เหมือนกัน ที่คุณพูดมาคุณดูถูกความพยายามของผมมากเลยนะ”
“...”
“โอเค ก่อนที่เราจะเริ่มทำงานด้วยกัน ผมคิดว่าผมกับคุณควรจะเคลียร์กันให้เรียบร้อย” ดลภัทรเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเขาเลี้ยวรถเข้ามาจอดในโรงพยาบาลที่พวกเขาต้องมาทำงาน “ฟังจากที่คุณพูดเมื่อกี้ ผมสรุปได้ว่าคุณอิจฉาผม ไอรักเป็นเด็กขี้อิจฉา”
“อิจฉาอะไร!” คนโดนกล่าวหาตะโกนลั่นรถ “อย่ามาว่าคนอื่นซี้ซั้วนะ”
ดลภัทรหัวเราะในลำคอ สายตายังคงมองคนตัวเล็กที่กำลังโวยวายตรงหน้า คิ้วเข้มที่ขมวดกันมุ่น แววตาดื้อรั้นที่ฉายออกมาอย่างเด่นชัด รวมไปถึงริมฝีปากเล็กที่ยื่นออกมาเถียงฉอดๆ ทุกอย่างดูน่ารำคาญแต่ตอนนี้ดลภัทรกับหัวเราะชอบใจจนนึกอยากยั่วโมโหคนตรงหน้าอีกสักนิด
“นี่คุณไอรักทุกอย่างมันอยู่ที่ความพยายามของแต่ละคน แต่เรื่องที่ผมหน้าตาดีกับบ้านรวยน่ะ”
“...”
“อิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ทำอะไรไม่ได้นอกจากไปเกิดใหม่”
“ไอ้-- นาย!”
ดลภัทรหลุดหัวเราะเสียงดังออกมาเมื่อเห็นสีหน้าเหวอของอีกฝ่าย ดวงตาเล็กอย่างลูกคนจีนหยีลงจนเหลือเป็นขีด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่หยุดหัวเราะ
“ผมล้อเล่น”
“เพื่อนเล่นนายหรือไง” คราวนี้ดลภัทรหน้าเหวอบ้างกับคำพูดที่อีกฝ่ายสวนกลับมา ไอรักหัวเราะคิกคักแววตาเป็นประกายอย่างนึกสนุกที่ได้เอาคืนคนตรงหน้า “เราก็ล้อเล่นน่า”
“ถึงอายุเราจะห่างกันแค่ปีเดียวแต่ผมก็พี่คุณนะ” คนแก่กว่าเอ่ยเสียงขรึมจู่ๆ วิญญาณเป็นคนจริงจังก็เข้าสิงขึ้นมาเสียอย่างนั้น “นี่ไอรัก เรามาตกลงกันดีๆ ดีกว่าไหม”
“อะไร”
“ไม่ต้องทำหน้าตาระแวงขนาดนั้นก็ได้” ดลภัทรเอ่ยอย่างปลดปลง
“ก็นายมันไม่น่าไว้ใจ”
“เอาล่ะเข้าเรื่อง ในเมื่อคุณเกลียด--”
“แค่ไม่ชอบ” ไอรักเอ่ยแก้
“โอเค คุณไม่ชอบหน้าผม”
“อาฮะ” ศีรษะกลมขยับขึ้นลงเป็นการตอบรับ ใบหน้าน่ารักเรียบเฉยเสียจนดลภัทรโคลงศีรษะอ่อนใจ
“แต่ในเมื่อเราต้องทำงานด้วยกันสามเดือน ผมเป็นคนแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานได้”
“เราก็แยกได้ มันจะไปยากอะไร” ไอรักเอ่ยสวน ใบหน้าหงิกงอขึ้นมาอย่างไม่ชอบใจ เพราะฟังคำพูดอีกฝ่ายแล้วเหมือนเขากำลังโดนกล่าวหาอยู่กลายๆ
“ถ้าแยกได้ เรามาจับมือกันเพิ่มยอดขายให้มันทะลุเลยดีไหม” ดลภัทรเอ่ยด้วยน้ำเสียงล่อหลอกราวกับคนตรงหน้าเป็นเด็กตัวเล็กๆ “ถ้าเราได้ยอดขายอันดับหนึ่ง ผมให้คุณขอผมได้หนึ่งอย่าง”
ไอรักนั่งเงียบครุ่นคิดข้อเสนอที่อีกฝ่ายยื่นมาให้ นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย นอกจากเขาจะได้รู้เทคนิคของคู่แข่งแล้ว ยังได้รางวัลจากการเป็นผู้ชนะในการจัดอันดับยอดขายอีกด้วย
ดวงตากลมโตเหลือบมองคนยื่นข้อเสนอ ไอรักขยับกายเล็กน้อยแล้วกระแอมเบาๆ
“เอาแบบนั้นก็ได้ ระหว่างสามเดือนนี้เราจะพยายามร่วมมือกับนายเพิ่มยอดขายยาก็แล้วกัน”
“เราเป็นทีมเดียวกันแล้วนะ”
คนตัวเล็กมองมือแกร่งที่ยื่นออกมารอแทนการตอบรับข้อตกลง ก่อนจะยื่นมือออกไปจับอีกฝ่ายแล้วเขย่าเบาๆ เป็นอันเสร็จสิ้นการตกลงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย
“ตกลงกันได้แล้ว เรามาเริ่มงานกันเถอะคุณไอรัก”
“ได้เลย!”
#ดลใจไอรัก
TBC.
---------------------------------
หาเรื่องทำไมก็ไม่รู้ 555555 เรื่องนี้มี 3 ตอนจบนะคะ ใครใจดีจะเล่นแท็ก #ดลใจไอรัก ก็ได้ หรือใครสะดวกคอมเมนท์ในนี้ก็ได้ค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น