ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 2
Pairing: NielOng
Rate: PG-13
Tag: #ดลใจไอรัก
Project: #SayItNielOng
ช่วงเวลาเย็นย่ำของวันศุกร์ถือว่าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนและรถค่อนข้างติดสาหัส ร่างผอมบางของไอรักเดินเข้ามาในร้านอาหารสัญชาติญี่ปุ่นที่มีพนักงานตะโกนคำต้อนรับดังลั่นร้านให้เขาได้สะดุ้งโหยง ดวงตากลมโตกวาดมองไปรอบๆ ร้าน ก่อนจะหันไปเอ่ยกับพนักงานที่ยืนคอยอยู่ว่าเจอโต๊ะเพื่อนเรียบร้อยแล้ว
ไอรักเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะสำหรับสองที่นั่ง เขาทรุดกายลงนั่งตรงข้ามกับรัฐนนท์ที่ตอนนี้ยังไม่ยอมเงยหน้าจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ หลังจากได้เงินค่าคอมมิสชันของเดือนที่แล้ว
“จะไม่ทักทายเพื่อนหน่อยหรือไงคุณรัฐนนท์” คนมาใหม่เอ่ยแขวะก่อนจะหันไปยิ้มให้พนักงานและรับเมนูมาเปิดดู “ในโทรศัพท์มันมีอะไรดีอย่างนั้นหรือ ขอดูด้วยได้ไหม”
“ไม่ต้องมายุ่งเลย” รัฐนนท์ปิดล็อคโทรศัพท์ในมือทันควันแล้วดึงมาไว้กับตัว เมื่อเห็นเพื่อนรักทำท่าชะโงกมาดูสิ่งที่อยู่ในโทรศัพท์
“เดี๋ยวนี้มีความลับแฮะ” ไอรักหรี่ตามองเพื่อน “จีบสาวคนไหนอยู่หรือไง ทำไมต้องปิดกันด้วยอะ”
“สะ...สั่งอาหารก่อนไหม น้องเขายืนรอนานแล้ว”
“อ้าว พี่ขอโทษนะครับ” คนโดนเตือนหันไปเอ่ยกับพนักงานสาว ก่อนจะสั่งอาหารเมนูโปรดอย่างที่ทานเป็นประจำ
“หน้าหงิกมาอีกแล้ววันนี้ ทำงานกับพี่ดลครบสัปดาห์แล้วนะ เป็นอย่างไรบ้าง”
คนโดนถามถอนหายใจเฮือกใหญ่ ใบหน้าน่ารักหงิกงอมากกว่าปกติ ยิ่งนึกถึงใบหน้าของเพื่อนร่วมงานที่ช่วงนี้ต้องทำงานด้วยกันคิ้วเข้มก็ยิ่งขมวดนักกว่าเดิม
“เอ้า คิ้วจะชนกันอยู่แล้ว มันแย่มากเลยหรือไง”
ไอรักนิ่งไปหลังจากฟังคำถามเพื่อนจบ เขานึกย้อนไปถึงช่วงวันสองวันแรกที่ต้องเริ่มทำงานด้วยกัน คำว่าเข้ากันดีไม่เคยมีอยู่ในความคิด เพราะต่างคนต่างมีวิธีการทำงานของตัวเองพอถูกจับมาทำงานร่วมกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกันจึงเกิดขึ้น
ไอรักเป็นคนที่จริงจังกับทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องงาน แม้ว่าจะเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีแต่เขามักคุยจะกับบรรดาหมอที่เป็นลูกค้าอย่างค่อนข้างเป็นทางการ ผิดกับดลภัทรที่ระหว่างดีเทลกับหมอสนิทกันจนแทบจะเล่นหัวกันได้ ดังนั้นช่วงไหนที่ต้องไปพบลูกค้าของดลภัทรไอรักมักจะทำตัวไม่ค่อยถูก เขาต้องคอยปรับตัวให้เป็นคนที่ทุกคนเข้าถึงง่ายกว่าปกติ แต่หากหลังจากนั้นต้องไปพบลูกค้าของตัวเขาเอง บุคลิกทุกอย่างจะเปลี่ยนไปราวกับสับสวิตช์
ดลภัทรเคยถามถึงเรื่องการวางตัวขณะที่พวกเขานั่งรถไปทำงานด้วยกัน เห็นได้ชัดว่าคนอายุมากกว่าค่อนข้างอึดอัดกับการทำงานของไอรัก และคอยบอกให้อีกฝ่ายเปิดใจกับลูกค้ามากกว่าที่ทำอยู่ในตอนนี้
“คิดอะไรนานจังวะ ตกลงว่าพี่ดลเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี”
“หมอนั่นขี้บ่นสุดๆ ไปเลย” รัฐนนท์ขมวดคิ้วกับคำตอบของไอรัก “ขยับตัวนิดนึงก็บ่น หน่อยนึงก็ว่า”
“ถามจริง”
“อือ” ไอรักตอบพลางจิบน้ำเปล่าในแก้ว
“ไม่ใช่ไปก่อเรื่องอะไรไว้แล้วโดนพี่เขาบ่นมานะ” คนฟังคำเพื่อนแทบสำลักน้ำ นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ
เพราะดลภัทรเป็นดีเทลยาที่มักหาเรื่องคุยหยอกล้อกับลูกค้าเพื่อย่นระยะห่างและทำลายกำแพงของคำว่าลูกค้าและคนขายยา ทำให้หมอที่เป็นลูกค้าของดลภัทรเข้าใจว่าไอรักคงมีนิสัยไม่ต่างจากคนเป็นรุ่นพี่สักเท่าไร
แต่ผิดคาดที่ทั้งสองคนอยู่เป็นคนละขั้ว
นั่นทำให้การพูดคุยหยอกล้อของหมอหนุ่มคนหนึ่งในลิสต์ลูกค้าจืดเจื่อนไปพอสมควรจนดลภัทรต้องไล่ให้เขาออกไปเดินเล่นรอบโรงพยาบาลก่อนจะโดนเทศน์ชุดใหญ่ถึงเรื่องการวางตัวและการเข้าสังคม
“รักอย่าเงียบสิ มีอะไรก็เล่ามา” รัฐนนท์เอ่ยเรียกเพื่อนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง ใบหน้าของเพื่อนรักบูดบึ้งเสียจนไอรักหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“อยากรู้อยากเห็นเหลือเกินนะน้องนนท์คนน่ารัก”
“อย่ามาลีลา”
“ก็ไม่มีอะไร มันมีเรื่องที่ต้องปรับตัวเยอะหน่อย นนท์ต้องเข้าใจว่าเรากับนายคนนั้นโตกันมาคนละแบบ มีวิธีคิดวิธีทำงานไม่เหมือนกัน พอมันรวมเข้ากับอคติก็เลยเถียงกันสนุกเลยทีนี้”
“จะรอดไหมเนี่ยรัก เราชักเป็นห่วง”
“สบายมาก” ไอรักพูดแล้วยิ้มตาหยีให้เพื่อน พอดีกันกับที่พนักงานนำอาหารที่สั่งไปมาเสิร์ฟ “แล้วพี่เฮงเป็นอย่างไรบ้าง ทุกอย่างโอเคใช่ไหม”
“อื้อ” รัฐนนท์ตอบเพื่อนด้วยเสียงในลำคอเพราะกำลังเคี้ยวซูชิอยู่เต็มปาก “ทุกอย่างโอเค ยังคุยกันอยู่เลยว่ากลัวพี่ดลกับรักทะเลาะกันจนรถชน”
“จะบ้าหรือไง” ไอรักเผลอหลุดสบถเสียงดัง “เราก็รักตัวกลัวตายนะ”
รัฐนนท์หัวเราะร่วน ได้ยินไอรักเอ่ยแบบนี้เขาค่อยเบาใจขึ้นมาได้บ้าง
“เราว่าสามเดือนเราต้องเหนื่อยตายแน่ๆ” ไอรักเอ่ยออกมาอีกครั้ง ใบหน้าน่ารักมู่ทู่เสียจนรัฐนนท์ยอมวางตะเกียบเพื่อฟังเพื่อนพูดอย่างตั้งใจ
“อย่าเพิ่งคิดมากสิ ไอรักเพื่อนเราปรับตัวเก่งจะตาย ไม่อย่างนั้นไม่ทำดีเทลมาได้นานขนาดนี้หรอก”
“เราไม่ได้พูดถึงงาน” ไอรักเอ่ยแก้
“อ้าว”
“หมายถึงต้องรบกับนายคนนั้นนั่นน่ะ เหนื่อยแน่ๆ”
คนนั่งฟังอย่างตั้งใจเมื่อครู่ได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายหัวระอา นึกไม่ออกเลยว่าดลภัทรจะรับมือกับไอรักที่เป็นเด็กดื้อได้อย่างไร
“ไอรัก”
“ว่าๆ”
“ข้าวตรงหน้ากินเข้าไปให้หมด แล้วไม่ต้องพูดบ่นเรื่องพี่ดลแล้วนะ”
“เอ้า! อะไรอะ ทำไมเราบ่นไม่ได้”
“รักก็หาเรื่องบ่นทุกอย่างนั่นแหละถ้าเป็นเรื่องของพี่ดลน่ะ” คนโดนเพื่อนว่าทำหน้ามุ่ย ริมฝีปากเล็กเบะอย่างขัดใจ “ลองดูก่อน นี่เพิ่งผ่านไปสัปดาห์เดียวเอง เราว่าอยู่กับพี่ดลรักต้องได้อะไรเยอะแน่ๆ เชื่อเราสิ”
“เราก็เชื่อนนท์ตลอดนั่นแหละ เราจะไม่บ่นแล้วก็ได้ แต่ถ้านายนั่นทำอะไรบ้าๆ หรือพูดปากเสียอีกเราจะไม่ยอมแล้วนะ เดี๋ยวจะพกไม้บรรทัดเหล็กเอาไว้ตีเลยคอยดู”
รัฐนนท์หัวเราะพรืด ใครพูดว่าไอรักเป็นคนจริงจังกับชีวิตก็พูดไปเถอะ สำหรับเขาไอรักน่ะนิสัยเด็กกว่าอายุจริงๆ เสียอีก
#ดลใจไอรัก
ไอรักเดินเตร่อยู่ริมถนน ทีแรกเขาตั้งใจจะให้รัฐนนท์ไปส่งที่สถานีรถไฟฟ้าที่เป็นทางผ่านกลับบ้านเพื่อน แต่ไปๆ มาๆ ก็บอกให้เพื่อนปล่อยเขาลงที่ป้ายรถประจำทางระหว่างทางแทน
ด้วยความที่วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดและเขาไม่มีนัดต้องไปพบลูกค้ากับดลภัทรในช่วงเช้า แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวอย่างเป็นปกติของภูมิประเทศของกรุงเทพมหานครอย่างที่ใครหลายคนมักเอ่ยแซว แต่ไอรักก็ยังอยากเดินเล่นดูร้านรวงริมทาง ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ หรือกระทั่งรถยนต์ที่ขับผ่านไปผ่านมาก่อนกลับเข้าบ้าน ขาเรียวเล็กเดินไปตามฟุตพาทเล็กๆ สายตากวาดมองไปรอบๆ แบบไม่ได้โฟกัสสายตาไว้ที่จุดไหน ร้านผัดไทไม่ไกลจากที่เขาเดินอยู่ยังคงมีลูกค้าแน่นร้าน เสียงตะโกนโหวกเหวกของวินมอเตอร์ไซด์ที่อยู่กันคนละฟากถนน
ทั้งหมดไม่ได้ทำให้ไอรักรู้สึกสบายใจหรือผ่อนคลายจากความเครียดเรื่องต่างๆ แต่อย่างน้อยก็ยังทำให้เขาเลิกคิดได้ในชั่วขณะหนึ่ง
เสียงแตรรถยนต์ดังขึ้นขัดจังหวะการมองฟ้ามองถนน พร้อมกับรถยนต์คันที่ช่วงนี้คุ้นตาเป็นพิเศษเลื่อนเข้ามาเทียบจอดข้างๆ ไอรักเลิกคิ้วมองคนที่กำลังลดกระจกลงมาเพื่อให้เห็นใบหน้าของคนขับอย่างชัดเจน
“มาเดินเตร็ดเตร่อะไรแถวนี้”
“นาย”
ไอรักเอ่ยออกมาได้เพียงแค่ประโยคเดียวก็มีเสียงแตรจากรถคันข้างหลังดังเรียกความสนใจ ดลภัทรมองทุกอย่างผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะหันกลับมาหาร่างบางที่ยังคงยืนมองอยู่
“ตกลงทำอะไร”
“รถข้างหลังด่าแล้วนะ มาจอดอะไรตรงนี้”
“ตอบมาก่อน” ไอรักตวัดสายตาค้อนให้กับความเอาแต่ใจของอีกฝ่าย ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไรไม่สนใจแต่ดลภัทรต้องได้คำตอบของคำถาม “ถ้าไม่อยากโดนรถคันอื่นแช่งก็ขึ้นรถมา”
“...” ไอรักงุนงงงกับประโยคที่พูดออกมาของดลภัทร ตกลงว่าเขาตั้งใจมาเดินเล่นแต่จู่ๆ กลับถูกบังคับให้ขึ้นรถเพราะรถยนต์ของอีกฝ่ายจอดขวางทางรถคันอื่น
“เร็วๆ” ทันทีที่ได้ยินคำเอ่ยเร่งของเจ้าของรถ ไอรักก็รีบเปิดประตูเข้าไปนั่งตำแหน่งด้านหน้าข้างๆ คนขับด้วยความมึนงง
รถยนต์คนเดินขับเคลื่อนออกจากจุดที่จอดเมื่อครู่แล้ว แต่ไอรักยังคงมีสีหน้างุนงงไม่หายจนดลภัทรที่หันมามองถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“เป็นอะไรทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“เดี๋ยวนะ เรางง” ไอรักเอ่ย หน้าตายังคงไม่หายจากอาการมึงงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่
“งงอะไร”
“คือเราขึ้นรถของนายมาทำไม” สิ้นประโยคของไอรัก เสียงหัวเราะของดลภัทรก็ดังลั่นรถ ชายหนุ่มเจ้าของรถหัวเราะออกมาจนไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังทำหน้าตาแบบไหน ดวงตาที่เล็กอยู่แล้วหยีลงจนเหลือแค่ขีดสีดำๆ
“เป็นโรคบ้าจี้หรือเปล่า” ดลภัทรเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ เขายกมือข้างหนึ่งปาดหยดน้ำใสเล็กๆ ที่ล้นออกมาทางหางตา
“นี่! หยุดหัวเราะเลยนะ” ไอรักตวาดแหว ไม่รู้ว่าตอนนี้สีหน้าของตัวเองเป็นแบบไหนแต่นึกขอบคุณที่ภายในรถมืดจนมองไม่ออกว่าแก้มนิ่มของเขาเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีแดงหรือไม่ ไอรักรู้สึกเพียงแค่ความร้อนเห่อที่แล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าหลังจากรู้สึกตัวว่าเขาพาตัวเองขึ้นมานั่งบนรถของคนที่ไม่ชอบหน้าที่สุด
“อ้าว เงียบเลย ตกลงที่เดินอยู่ริมถนนนั่นเพราะโดนทิ้งหรือเป็นอะไร”
“เปล่า แค่อยากเดิน”
“ยังไงนะ?”
“ก็อยากเดินเล่นไปเรื่อยๆ ยังไม่อยากเข้าบ้าน”
“อากาศร้อนๆ แบบนี้เนี่ยนะ” ดลภัทรเอ่ยแย้ง นึกประหลาดใจกับความคิดของคนตรงหน้า
“ก็อยู่กับอากาศแบบนี้มาตั้งแต่เกิด นายยังไม่ชินอีกหรือไง”
ไอรักเอ่ยแล้วยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ คนส่วนใหญ่มักจะชอบอากาศเย็นหรือตอนฝนตกแต่สำหรับเขาอากาศแบบไหนเขาก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แม้ว่าฤดูร้อนจะร้อนมากขึ้นทุกปีก็ตาม
“ไม่ใช่ว่าไม่ชิน แต่คุณไม่ร้อนหรือไง ทั้งฝุ่น ควัน อากาศก็อบอ้าว ระวังจะเป็นลม”
“เราแข็งแรงดีหรอกน่า” ไอรักตอบพลางมองไปที่ถนนด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยถามคนนั่งตำแหน่งคนขับรถ “นายจะไปไหน”
“ขับมาตั้งนานเพิ่งจะเอะใจหรือไงคุณไอรัก นี่ถ้าพาไปขายจะรู้ไหม” ดลภัทรถามแล้วพูดต่อทันที “อ้อ ลืมเลย ผอมๆ แบบนี้น่าจะขายไม่ได้”
“ขายได้ไม่ได้แล้วมันยังไง” ไอรักมองตวัดค้อนใส่คนอายุมากกว่าที่ตนเองไม่เคยคิดจะเรียกว่าพี่เลยสักหนตั้งแต่รู้จักกัน
“เปล่าน่า อย่าเพิ่งโมโหสิ” ดลภัทรเอ่ยประนีประนอม “เห็นเมื่อกี้บอกว่าไม่อยากกลับบ้าน”
“แล้วจะทำไม”
“เดี๋ยวพาไปที่ที่หนึ่งแล้วจะพาไปส่งหน้าบ้านดีไหม”
แม้อยากจะตอบว่าไม่อยากไปด้วย แต่ด้วยส่วนลึกในใจไอรักตอบรับคำชวนของดลภัทรไปแล้วด้วยนิสัยชอบนั่งรถไปเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่มีจุดหมาย ชอบปล่อยให้อารมณ์โลดแล่นไปกับสายลมแสงแดด
“นายจะไม่พาเราไปฆ่าใช่ไหม” ดลภัทรหัวเราะอีกครั้ง ไม่ค่อยเข้าใจตัวเองสักเท่าไรว่าทำไมอยู่กับไอรักทีเราเขากลายเป็นคนเส้นตื้นไปเสียทุกครั้ง
“ฆ่าคุณแล้วได้อะไรขึ้นมา ดูตัวเองก่อนดีไหมว่ามีเงินติดตัวอยู่กี่บาท”
ไอรักเงียบ ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะนึกได้ว่าตอนนี้ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่ไม่ถึงห้าร้อยบาท
รถยนต์คันหรูแล่นเงียบๆ ก่อนจะเลี้ยวจอดในลานจอดรถแล้วดับเครื่องยนต์ ไอรักมองออกไปด้านนอกจากทางหน้าต่างรถยนต์ เห็นร้านอาหารกึ่งบาร์ร้านเล็กๆ ตั้งอยู่ไม่ไกล แล้วหันมองหน้าคนพามา
ดลภัทรยักไหล่น้อยๆ แทนคำตอบ มือแกร่งเปิดประตูลงไปยืนด้านนอกรถหลายนาทีก่อนจะก้มลงมามองคนที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
“ไม่ลงรถหรือไง”
“นายพาเรามาที่นี่ทำไม” ไอรักเอ่ยถามทั้งที่ตัวเองยังไม่ยอมลงจากรถ
“อ้าว ไหนเมื่อกี้บอกไม่อยากกลับบ้าน”
ใช่ไอรักไม่อยากกลับบ้าน แต่ไม่ใช่มีเรื่องให้เครียดจนต้องมานั่งในสถานที่แบบนี้เสียหน่อย
“มานั่งเป็นเพื่อนผมหน่อย ผมหิวข้าว” คนพามาว่าแบบนั้นพลางใช้มือตัวเองลูบหน้าท้องเป็นท่าทางที่บอกว่าเขาหิวจริงๆ
“ตรงที่เราเดินอยู่เมื่อกี้ก็มีร้านข้าวเต็มไปหมด”
“ร้านพวกนั้นไม่มีเพลงให้ฟัง”
“เยอะ” ไอรักว่าแบบนั้นแต่ก็ยอมลงจากรถแต่โดยดี คนตัวบางเดินตามคนหิวเข้าร้านโดยทิ้งระยะห่างไม่มากนัก
ทันทีที่เดินเข้าประตูมาไอรักถึงกับต้องนิ่วหน้าเพราะเสียงเพลงที่ทางร้านเปิดดังลั่น ดวงตากลมมองไปทางคนตัวโตที่ตอนนี้กำลังคุยกับพนักงานเสิร์ฟเพื่อหาโต๊ะนั่ง
“มีที่เงียบๆ ให้นั่งไหม” เขาเดินเข้าไปถามดลภัทรแบบนั้น แล้วปล่อยให้ชายหนุ่มสื่อสารกับพนักงานอย่างที่ตนเองต้องการ
“ไปนั่งด้านบนกัน” ดลภัทรพยักหน้าให้ไอรักที่ยืนมองรอบๆ อยู่ มือแกร่งแตะเข้าที่แผ่นหลังแคบเป็นเชิงบอกให้เดินไปอย่างที่ไม่รู้สึกเคอะเขิน
เสียงเพลงเบาลงตามระยะห่างของที่นั่ง สีหน้าของไอรักดีขึ้นหลังจากเห็นว่าดลภัทรเลือกที่นั่งในส่วนของระเบียงเอาท์ดอร์เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงดัง
“มันเป็นส่วนสำหรับคนสูบบุหรี่ คุณนั่งได้ใช่ไหม” คนอายุมากกว่าถามอีกครั้งทำไมไอรักหันมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ
“ก็คงโอเคกว่าเสียงดังแหละ” คำตอบของไอรักทำเอาดลภัทรหลุดยิ้มออกมาอีกครั้ง ดวงตากลมโตตอนหันหน้ามองเขาก่อนตอบคำถามเรื่องที่นั่งมันทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังมองลูกแมวตัวเล็กๆ
คนนั่งมองลูกแมวที่กำลังมองทุกอย่างรอบตัวกระแอมเบาๆ เรียกสติเมื่อไอรักหันกลับมาจ้องที่เขา เมนูในมือถูกเปิดผ่านๆ แบบที่ไม่ได้อ่านเลยด้วยซ้ำ
“จะกินอะไรไหม สั่งได้นะเดี๋ยวผมเลี้ยงเอง”
“ไม่ล่ะ เรากินข้าวกับนนท์ไปเมื่อตอนเย็นแล้ว”
“เมื่อเย็นนัดเจอน้องนนท์อย่างนั้นสินะ”
“อื้อ ก็ไม่ได้เจอตั้งหลายวัน” ไอรักตอบทั้งที่ตายังคงมองสำรวจไปทั่ว ไม่ได้สนใจเลยว่าคนตรงหน้าที่กำลังดูเมนูอาหารชะงักกึก “ก็ต้องคิดถึงเป็นธรรมดาสิ”
“คุณกับน้องนนท์เป็นอะไรกัน” ดลภัทรถามคนตรงหน้าทั้งที่สายตายังจับจ้องอยู่กับเมนูรายการอาหาร
“ฮะ!? เป็นอะไร” ไอรักทำหน้าตางุนงง “เป็นอะไรก็เป็นเพื่อนไง”
“แค่เพื่อนอย่างนั้นหรือ”
“ใช่สิ ให้เป็นอะไร” ไอรักนิ่งไปก่อนที่ดวงตาโตจะเบิกกว้างมองคนตรงหน้า “คงไม่ได้คิดว่าเรากับนนท์เป็นแฟนกันหรอกนะ”
“ก็แล้วใช่หรือเปล่า”
“ไม่ใช่!” เสียงเล็กเผลอหลุดตะโกนดังลั่น “ขนลุกไปหมดแล้วนายพูดอะไรเนี่ย”
ดลภัทรหัวเราะเบาๆ กับการกระทำของคนอายุน้อยกว่า เขากวักมือเรียกพนักงานเสิร์ฟเพื่อสั่งอาหารสองสามอย่างให้ตัวเองและน้ำผลไม้ให้อีกคนที่ยังนั่งมองเขาด้วยความหวาดระแวง
น่าแปลก ทั้งที่ถูกมองด้วยสายตาประหลาดแต่ดลภัทรกลับไม่รู้สึกแย่แต่กลับรู้สึกสนุกที่ได้เห็นสีหน้าหลากหลายของอีกฝ่ายแทน
“ไม่ใช่ก็ไม่ใช่สิ จะโวยวายเสียงดังทำไม”
“ก็ดูพูดเข้า เรากับนนท์จะเป็นแฟนกันได้ยังไง เป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน”
“พรุ่งนี้คุณว่างไหมไอรัก” จู่ๆ ดลภัทรก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหัน ทำเอาไอรักไม่ทันได้ตั้งตัว
“ก็ไม่ได้ไปไหนนะ พรุ่งนี้จะนอนตื่นสายๆ นายมีอะไรหรือว่าจะไปทำงาน”
“เปล่า” ดลภัทรนิ่งไป เขากำลังชั่งใจในสิ่งที่กำลังจะพูด ดวงตาคมมองหน้าลูกแมวที่ตอนนี้ได้น้ำผลไม้แก้วโตไปถือไว้
ซึ่งภาพตั้งทำให้เขาเผลอยิ้มกับตัวเองอีกแล้ว
“ชอบแมวไหม”
“ไม่ถึงกับชอบแต่เวลาเห็นก็รู้สึกว่าน่ารักดี”
“งั้นพรุ่งนี้ไปคาเฟ่แมวกัน”
“ฮะ!?”
“ใช้หางเสียงว่าฮะแทนครับก็น่ารักดี” ดลภัทรว่าแบบนั้นแต่กลับทำให้ไอรักมองตาเหลือก
“เดี๋ยวสิ ฮะไม่ใช่คำตอบรับ”
“เอาเป็นว่าคืนนี้ผมไปส่งคุณที่บ้าน แล้วพรุ่งนี้สายๆ เกือบเที่ยงจะไปรับ เราไปหาอะไรกินที่คาเฟ่แมวกัน”
“นายฟังกันไหมเนี่ย เรายังไม่ได้ตอบอะไรเลย” ไอรักเบรกอีกคนก่อนบทสนทนามันจะไปไกลกว่าเดิม
“ก็คุณตอบแล้วเมื่อกี้ไง”
“เราแค่ตกใจ” คนโดนมัดมือชกเอ่ยแก้ “จู่ๆ จะมาชวนไปคาเฟ่แมว ผีเข้านายหรือไง”
“เปล่า” ดลภัทรปฏิเสธทั้งที่สายตายังมองคนตรงหน้าอยู่เช่นเดิม “ก็แค่...เราจะได้สนิทกันมากขึ้นไง ทำงานด้วยกันอีกตั้งนาน”
“มันต้องขนาดนั้นเลยหรือ”
“ขนาดนั้นแหละ พรุ่งนี้ผมไปรับนะ”
ไอรักคล้ายกับคนเป็นใบ้อยู่ชั่วขณะ จู่ๆ ก็โดนบัดดี้จำเป็นมัดมือชกให้ออกไปนั่งคาเฟ่ในวันเสาร์ที่ต้องการพักผ่อนแบบนอนโง่ๆ อยู่ที่บ้านโดยไม่ตามความเห็นเลยสักคำ
“นะคุณ” ดลภัทรถามย้ำเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมตอบ
“อือๆ รีบกินข้าวไปเลยหิวไม่ใช่หรือไง เราอยากกลับบ้านแล้ว”
#ดลใจไอรัก
คาเฟ่แมวสถานที่ยอดนิยมสำหรับคนรักและเอ็นดูแมวตั้งอยู่ในพื้นที่ของวิลล่ากลางเมือง ไอรักเดินตามคนตัวสูงเข้ามาในร้านเงียบๆ ทั้งสองคนเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์สั่งอาหาร และเริ่มสั่งเมนูที่อยากทานมาสองสามอย่าง ก่อนดลภัทรจะไอรักเป็นคนเลือกที่นั่ง
ลูกแมวหลากหลายสายพันธุ์เดินไปมาในคาเฟ่ทำเอาไอรักตื่นเต้นจนต้องหันซ้ายหันขวาเพื่อมองตาม ภาพนั้นอยู่ในสายตาของดลภัทรทั้งหมด ชายหนุ่มหลุดรอยยิ้มกว้างออกมาหลังจากเห็นว่าอีกฝ่ายหน้ามุ่ยลง ไอรักขัดใจเล็กน้อยที่ตนหันไปเล่นกับเจ้าแมวตัวอ้วนสีขาวสะอาดแต่อีกฝ่ายกลับไม่เล่นกลับ มิหนำซ้ำยังเดินหนีไปปีนคอนโดแมวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลอีกต่างหาก
“แมวอะไรเอาแต่ใจชะมัด” คราวนี้คนได้ยินถึงกับหลุดหัวเราะหึออกมาเบาๆ ไม่รู้แมวเอาแต่ใจที่ไอรักพูดถึงคือเจ้าตัวสีขาวหรือพูดถึงตัวเองกันแน่
มือแกร่งหยิบพู่สองอันขึ้นมาสะบัดเบาๆ เพื่อเป็นการเรียกความสนใจจากเจ้าลูกแมวตัวเล็กแสนเย่อหยิ่งที่กำลังนอนอยู่ไม่ไกล มันได้ผลอยู่บ้างจากเสียงกระดิ่งที่ติดอยู่กับพู่ แมวตัวเล็กสองสาวตัวเดินเข้าหาคนตัวโตที่นั่งปัดพู่กระดาษในมือไปมา ไอรักเบิกตากว้างเมื่อจู่ๆ ลูกแมวที่เดินเข้ามากระโดดปีนขึ้นตักแกร่งเพื่อออดอ้อนดลภัทร
“นายทำได้ยังไงน่ะ” ไอรักถามไปแบบนั้นด้วยความตกใจแล้วพูดต่อ “เราอยากเล่นกับน้องบ้างๆ”
“น้อง? น้องไหน”
“นี่ไงน้อง” ไอรักชี้นิ้วไปที่ลูกแมวสองสามตัวที่กำลังเล่นกับของเล่นของดลภัทรอย่างสนุกสนาน
“เรียกเสียน่ารัก”
“ก็น้องน่ารักจริงๆ นี่”
“โอเค น่ารักก็ได้ อยากเล่นก็มาเอาพู่ไป สะบัดๆ เดี๋ยวมัน--”
“น้อง” ไอรักแย้ง
“เออนั่นแหละ เดี๋ยวน้องก็เดินมาหาเอง”
จนแล้วจนรอดไม่ว่าลูกแมวตัวใดก็ไม่ยอมเดินเข้าไปหาไอรักทำเอาคนตั้งตารอหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่ถูกใจ ดลภัทรเห็นแล้วนึกอยากหัวเราะเยาะเย้ยแต่กลัวจะโดนอีกคนปาช้อนในมือใส่หน้า
“ไม่เห็นเหมือนที่นายพูดเลย” ไอรักหลุดเสียงกระเง้ากระงอดใส่คนตัวโตที่นั่งอยู่ด้วยกัน
“คุณปล่อยรังสีอำมหิตหรือเปล่า พวกลูกแมวถึงไม่อยากอยู่ด้วย”
คนโดนแขวะหันไปค้อนขวับ ไอรักขยับกายเปลี่ยนท่านั่งตั้งใจดูดเครื่องดื่มของโปรด ก่อนจะชะงักเมื่อได้ยินเสียงกรุ๊งกริ๊งที่ข้างกาย
ดวงตากลมโตเบิกกว้างพร้อมกับรอยยิ้มหวานเมื่อได้เห็นลูกแมวใจกล้าเดินเข้ามาใกล้กระเป๋าคู่ใจแล้วใช้เท้าเล็กตะปบพวงกุญแจกระดิ่งที่ห้อยอยู่ ไอรักมองดูเจ้าตัวเล็กก่อนจะหันไปยิ้มตาหยีให้ดลภัทรที่มองอยู่ด้วยกัน ทำเอาคนโดนยิ้มใส่ชะงักค้างกลางอากาศ
น่ารัก เป็นคำแรกที่ผุดขึ้นมาในความคิด ดลภัทรลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายที่กำลังนั่งเล่นกับลูกแมวใจกล้าแล้วได้แต่อมยิ้มเงียบๆ ริมฝีปากเล็กที่กำลังขยับขมุบขมิบราวกับคุยกันรู้เรื่องเสียเต็มประดานั่นอีก
เหมือนแมวสองตัวกำลังเล่นด้วยกัน
“นายๆ น้องน่ารักไหม” เสียงเล็กเอ่ยถามขึ้นอย่างสดใส ไอรักยิ้มให้กับเจ้าลูกแมวตัวกระเปี๊ยกที่กำลังใช้ขาหน้าตะปบเส้นด้ายที่เขาใช้เล่นกับน้อง
ดลภัทรไม่ชอบบรรยากาศหวานเลี่ยนของร้านขนมหวานแม้ว่าเขาจะชอบดื่มกาแฟ ส่วนมากชายหนุ่มจะนัดเจอลูกค้าที่โรงพยาบาลหรือไม่ก็ร้านอาหารและร้านกาแฟที่ดูเป็นทางการมากกว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยสีพาสเทลเช่นคาเฟ่แมวที่เขานั่งอยู่ในตอนนี้
ดลภัทรชอบแมว แต่ไม่ได้ซื้อมาเลี้ยงที่บ้านเพราะแยกออกมาอยู่คนเดียว แม้ว่ามารดาจะคะยั้นคะยอให้เขากลับไปอยู่ที่บ้านสักเพียงใด ชายหนุ่มก็มักจะอ้างเรื่องการเดินทางระหว่างบ้านกับบริษัทที่ค่อนข้างไกล เขาไม่อยากฝ่าการจราจรที่ติดขัดในทุกเช้าเย็น
“นายๆ ดูน้องสิ” เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากจากคนตัวเล็กตรงหน้าเรียกความสนใจให้ดลภัทรตื่นจากภวังค์ความคิด รอยยิ้มสดใสที่กำลังสนใจลูกแมวตรงหน้าทำให้คนอายุมากกว่าได้มีโอกาสพิจารณาใบหน้าน่ารักได้นานกว่าปกติ
ไอรักเป็นคนที่มีหน้าตาน่ารัก จากที่ทำงานด้วยกันได้หนึ่งสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าของเขาเองหรือลูกค้าของเจ้าตัวต่างมองกันตาค้างเสมอเมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสที่ประดับอยู่ใบบนหน้าของไอรัก ดลภัทรเคยแอบเรียกมันว่ารอยยิ้มการค้า เพราะอีกฝ่ายมักจะใช้รอยยิ้มนั้นส่งให้ลูกค้าเสมอเวลาต้องการต่อรองให้อีกฝ่ายสั่งซื้อยา
แต่รอยยิ้มนั้นกลับใช้ไม่ได้กับดลภัทร
เสียงหงุงหงิงที่กำลังคุยกับลูกแมวตัวเล็กนี่ต่างหากที่สามารถดึงสายตาเขาไว้ได้ทั้งหมด
“มองอะไร” เสียงเล็กเอ่ยถามอย่างเอาเรื่องเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
“เปล่า”
“เอ๊ะ ก็เราเห็นว่านายมองอยู่ ยังจะเถียงอีก”
“...มองลูกแมว” คนถูกคาดคั้นเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตอบอีกฝ่ายออกไป
“มองลูกแมวอะไร นายมองเรา”
“อย่ามามั่วน่าคุณไอรัก ผมจะมองคุณไปทำไม”
“นั่นน่ะสิ” ‘คุณไอรัก’ พยักหน้ายอมรับคำตอบของดลภัทรไปเสียเฉยๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังเถียงกันอยู่ฉอดๆ ดลภัทรมองหน้าคนที่ยังคงพูดเสียงที่สี่สิบห้ากับแมวก่อนจะตาโตขึ้นมาอีกเมื่อมีลูกแมวอีกสองตัวเดินเข้ามาหา ตัวหนึ่งพยายามกระโดดขึ้นบนตัก ส่วนอีกตัวก็นอนพลิกหงายแล้วส่งสายตาออดอ้อนให้เล่นด้วย
ดลภัทรหัวเราะกับท่าทางเหมือนเด็กของอีกฝ่าย ทั้งที่อายุห่างกันเพียงแค่ปีเดียวแต่เขากับรู้สึกเหมือนไอรักยังคงเป็นเด็กที่ตื่นเต้นไปกับอะไรง่ายๆ
เหมือนอย่างที่เจ้าตัวกำลังโดนแมวหลายตัวคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง
“นายช่วยด้วย” เสียงร้องขอความช่วยเหลือทำดลภัทรเลิกคิ้วแต่ถึงอย่างนั้นตนเองยังคงสนใจสิ่งที่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถืออยู่ดี
“ช่วยอะไร”
“แมว”
“แมวก็ยอมเล่นกับคุณแล้วไง จะให้ช่วยอะไรอีก”
“ฮื่อ มันเยอะไป” ดลภัทรเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่เห็นตรงหน้าคือไอรักกำลังถูกสมุนสี่ห้าตัวรุมทึ้งไม่หยุด เจ้าของใบหน้าหล่อหลุดหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะรีบกลั้นขำเมื่ออีกฝ่ายตวัดค้อนมาให้ เขากระแอมไล่ก้อนขำเล็กน้อยแล้วลุกไปหยิบตัวป่วนมาอุ้มไว้สองตัวปล่อยให้ที่เหลือทึ้งหัวหน้าแมวตัวโตอยู่เหมือนเดิม แต่ดีขึ้นมาหน่อยเพราะอย่างน้อยไอรักก็ยังได้มีช่องหายใจ
“ไหนตอนแรกบ่นว่าไม่มีตัวไหนเล่นด้วยไง” คนช่วยชีวิตถามกลั้วหัวเราะแต่คนโดนแซวไม่ตอบโต้ ไอรักทำเพียงแค่ถลึงตาใส่คนถามแล้วหันไปคุยเล่นกับลูกแมวตัวแสบต่อ ปล่อยให้ดลภัทรนั่งลูบขนเจ้าสองตัวที่ไปดึงมาอุ้มไว้แทน
#ดลใจไอรัก
กว่าจะโน้มน้าวให้ไอรักย้ายตัวเองออกจากร้านคาเฟ่แมวได้เวลาก็ล่วงเลยมาจนกระทั่งสี่โมงเย็น ดลภัทรโคลงศีรษะกับตนเองเมื่อนึกไปถึงช่วงเวลาที่ลูกพี่กับลูกน้องแมวบอกลากัน กว่าจะได้ลุกจริงๆ ก็เสียเวลาไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง
นี่คือสภาพของคนที่บอกว่าไม่ค่อยอะไรกับแมวสักเท่าไร
หลังจากบอกลาสมุนตัวเล็กเสร็จเรียบร้อย เขาก็ชวนให้ไอรักทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนจะพาไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ค่อนข้างเกินความคาดหวังไปเยอะ อันที่จริงเขาตั้งความหวังไว้เพียงแค่ต้องการให้ไอรักเลิกอคติและตั้งแง่กับเขาเสียที ร่างสูงเดินเข้ามาภายในตัวบ้านที่มืดสนิทแล้ววางของไว้บนโต๊ะที่ประจำ ก่อนจะทิ้งกายลงบนโซฟาขยับเล็กน้อยจนกลายเป็นนอนยาวเหยียด มือข้างหนึ่งยกโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแชทอ่าน เขาพิมพ์ตอบเพื่อนสนิทอย่างหัสดินสองสามประโยคแล้วปิดมันไว้ตามเดิม
ดลภัทรยังคงนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยภายในความมืด เขาไม่ได้เปิดโทรทัศน์เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนเพราะต้องการใช้ความคิดในความเงียบก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน
เสียงกุกกักจากประตูหลังบ้านปลุกให้ดลภัทรรู้สึกตัวจากห้วงนิทรา ดวงตาคมดุลืมขึ้นมองรอบบ้านในความมืด ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของมนุษย์โผล่ออกมาจากห้องครัว ชายหนุ่มเจ้าของบ้านยังคงนอนนิ่งไม่ขยับ เขากำลังคิดชั่งใจก่อนจะโทรศัพท์ไปหาหัสดินเพื่อให้แจ้งตำรวจมาที่บ้านเขาโดยเร็วที่สุด
เมื่อเห็นว่าผู้บุกรุกเดินขึ้นบนชั้นสองไปแล้ว เจ้าของบ้านอย่างดลภัทรก็ลุกขึ้นมาบ้าง ขายาวก้าวเร็วไปยังมุมหนึ่งของบ้านแล้วหยิบไม้เบสบอลมาถือไว้ โชคดีที่ก่อนหน้านี้หัสดินแนะนำให้เขาซื้อติดบ้านเอาไว้เผื่อมีเรื่องฉุกเฉิน
และวันนี้เขาคิดว่าคงได้ใช้มันอย่างแน่นอน
ประตูห้องนอนเขาเปิดออกจนเขานึกแปลกใจว่ารู้ได้อย่างไรว่าบ้านของเขามีอะไรบ้าง พวกมันทำงานเงียบกริบ ฝีเท้าของขโมยสองคนเบาเสียจนแทบไม่รู้สึกว่าบ้านของเขากำลังมีผู้บุกรุกเลยด้วยซ้ำ ไม้เบสบอลในมือถูกกระชับให้แน่นขึ้น เขารอจังหวะและนับเวลาที่ตำรวจจะมาถึง ก่อนที่จะส่งเสียงให้โจรรู้สึกตัวก่อนที่มันจะหยิบจับของมีค่าใส่กระเป๋า
“เฮ้ย!” ดลภัทรตะโกนให้อีกสองคนที่เป็นผู้บุกรุกสะดุ้งโหยง
“ฉิบหาย ไหนมึงบอกไม่มีใครอยู่บ้านไงวะ” โจรคนแรกหันไปเอ่ยกับเพื่อนที่ยังคงยืนนิ่งค้างอยู่
“บ้านมืดสนิทขนาดนั้น ใครจะไปรู้ล่ะวะว่ามันชอบอยู่บ้านมืดๆ”
“พวกมึงเป็นใคร” เสียงทุ้มเอ่ยถามโจรทั้งสองคนทั้งที่ในมือยังคงถือไม้เบสบอลชี้หน้าพวกมันทั้งคู่ “เข้ามาขโมยอะไรในบ้านกู”
“ก็เห็นแถวนี้ลือว่ามึงรวยนักไม่ใช่หรือ แบ่งกันใช่บ้างสิไอ้น้องชาย”
“กูลูกคนเดียว” คนถูกเรียกน้องชายสวนกลับ ใบหน้าหล่อเหลามีสีหน้าดุดันเสียจนโจรสองคนชักใจฝ่อขึ้นมาบ้าง แต่อย่างว่าขึ้นหลังเสือแล้วจะลงง่ายๆ ก็คงไม่ได้
“น่า อย่าซีเรียสนักเลย ว่าแต่อยู่คนเดียวหรือไงหนุ่ม” โจรสองคนยังคงทำใจดีสู้เสือ ไม่ยอมให้เจ้าของบ้านล่วงรู้ว่ามันกำลังสั่นอยู่ไม่น้อย
ถึงแม้ว่าพวกมันจะมีกันสองคนแต่หากเปรียบเทียบขนาดร่างกายแล้ว หากสู้กันขึ้นมาจริงๆ พวกมันก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถชนะเจ้าของบ้านที่ในมือถือไม้เบสบอลได้
“จะออกจากบ้านกูไปแบบที่มีลมหายใจอยู่ หรือจะรอตำรวจมาลากพวกมึงไปเข้าคุก” ดลภัทรเอ่ยขู่เสียงเรียบ ดวงตาคมดุยังคงจดจ้องไปที่โจรทั้งสองคนอย่างมีสติ หากพวกมันตุกติกเขาพร้อมจะกระโจนใส่พร้อมไม้เบสบอลในมือทันที
“แหม ขู่กันแบบนี้ก็แย่เลยสิ พวกกูต้องการใช้เงินเสียด้วย ขอหยิบอะไรเล็กๆ น้อยๆ ไปขายหน่อยแล้วกัน”
ดลภัทรขมวดคิ้ว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกพ่นออกมาทีละนิดเพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเอง ถ่วงเวลารอหัสดินที่กำลังตามตำรวจให้
“สรุปจะไม่ออกไปดีๆ ใช่ไหม”
“นาฬิกาเรือนนี้สวยดี” หนึ่งในโจรเอ่ยขึ้นพร้อมกับหยิบนาฬิกาข้อมือยี่ห้อที่ใครต่างก็รู้ดีว่ามีราคาขึ้นมาดูแล้วเก็บใส่กระเป๋า “ขอนะ”
มันว่าอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะเดินไปหยิบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คขึ้นมาพิจารณาแล้วหยิบใส่กระเป๋าอีกครั้ง
ดลภัทรกำลังอดทนอย่างถึงที่สุด เขาหายใจแรงขึ้นความอดทนสิ้นสุดลงเมื่อผู้บุกรุกสองคนเดินไปรื้อโต๊ะทำงานแล้วปัดทุกอย่างจากบนโต๊ะทิ้งลงข้างล่าง เสียงแก้วแตกที่ได้ยินทำให้เส้นความอดทนของเจ้าของบ้านขาดผึง ไม้เบสบอลในมือถูกเหวี่ยงเข้าหาหนึ่งในสองคนนั้นและเฉี่ยวศีรษะพวกมันไปอย่างหวุดหวิด
ชายหนุ่มตัวโตหอบ ความรู้สึกเต็มไปด้วยความโกรธ ดวงตาเหลือบเห็นกล่องดนตรีที่เขารักที่สุดในชีวิตนอนนิ่งอยู่บนพื้น ความโกรธจัดเข้าครอบงำเขาอีกครั้ง ดลภัทรใช้ไม้เบสบอลเหวี่ยงไปที่โจรทั้งสองคนอย่างไร้ทิศทาง ก่อนจะรู้ตัวอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายหยิบไม้กอล์ฟที่นอนนิ่งอยู่บนพื้นขึ้นมาฟาดใส่เขาเต็มแรง เสียงกรีดร้องของชายหนุ่มเจ้าของบ้านดังลั่นพร้อมกับตำรวจหลายนายวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมกับอาวุธปืน
หัสดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย เขาพุ่งตรงไปหาเพื่อนสนิทที่นอนจับแขนและร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
“ไอ้ดล”
“เฮง พยุงกูหน่อย” คนเจ็บเอ่ยแบบนั้น คนเป็นเพื่อนก็ขัดไม่ได้ ร่างแกร่งที่ตัวสูงกว่าพยุงเพื่อนลุกขึ้นก่อนจะรีบจับมันไว้อย่างตกใจเมื่อดลภัทรยกเท้าขึ้นถีบโจรทั้งสองคนด้วยแรงทั้งหมดที่มี ใบหน้าหล่อถมึงทึงเสียใจหัสดินไม่กล้าเอ่ยถาม ทำได้เพียงแค่ดึงเพื่อนไว้ไม่ให้ถูกฟ้องคดีทำร้ายร่างกาย
“พอแล้วไอ้ดล พอก่อน” คนห้ามได้แต่เอ่ยปรามวนอยู่อย่างนั้น “แขนมึงเจ็บอยู่นะ ไปโรงพยาบาลกับกู”
“ไปโรงพยาบาลก่อนเถอะครับ เสียงร้องดังขนาดนั้นไม่รู้ว่าหักหรือเปล่า” ตำรวจนายหนึ่งแนะนำ เขากำลังมองตำรวจนายอื่นล็อคตัวโจรทั้งสองคนเพื่อเดินไปขึ้นรถ “ยังไงถ้าจัดการทางนี้เรียบร้อยแล้ว ผมจะติดต่อมาเพื่อขอสอบปากคำนะครับ”
“ขอบคุณนะครับ” ดลภัทรตอบเพียงแค่นั้น แล้วปล่อยให้เพื่อนสนิทจัดการล็อคบ้านให้เรียบร้อยแล้วลากตัวเองขึ้นรถเพื่อไปโรงพยาบาล
#ดลใจไอรัก
TBC
------------------------------------------
ตอนหน้าจบแล้วนะคะ :)