วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562

SF-ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 3 (END) #SayItNielOng



ดล(ใจ)ไอรัก ตอนที่ 3

Pairing: NielOng
Rate: PG-13
Tag: #ดลใจไอรัก


Project: #SayItNielOng




ดลภัทรเดินออกจากห้องฉุกเฉินด้วยหน้าตาเรียบเฉยแล้วหยุดยืนตรงหน้าเพื่อนสนิทที่กำลังกดโทรศัพท์รัวจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

“อ้าวมาแล้วหรือคุณชาย” หัสดินเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนชั่วครู่แล้วกลับไปสนใจเกมในโทรศัพท์ต่อ “กูขออีกนิด จะจบเกมแล้ว”

ได้ยินอย่างนั้นร่างของคนป่วยก็ทรุดกายลงนั่ง แขนข้างขวาที่ถูกครอบด้วยเฝือกสีขาวขยับเล็กน้อยไม่ให้มีอะไรมากระทบ

“ใส่เฝือกเลยหรือวะ” คนยังคงติดพันกับเกมเอ่ยถาม นิ้วมือสองข้างก็ยังคงกดบังคับตัวละครในโทรศัพท์แล้วสบถออกมาเบาๆ เมื่อผู้เล่นในทีมเล่นไม่ถูกใจ

“อือ เดือนนึง” หัสดินร้องอุทานด้วยคำหยาบคายดังลั่นโชคดีที่บริเวณนั้นไม่มีใครนั่งอยู่ใกล้พวกเขา “หงุดหงิดฉิบหาย กูไม่น่าทิ้งไม้กอล์ฟพ่อไว้ในห้องนอนเลยว่ะ”

“พวกห่านั่นก็นะ มึงไปทำบุญหน่อยไหมวะเผื่ออะไรจะดีขึ้น”

“กูนับถือคริสต์” ดลภัทรเอ่ยแย้งพร้อมกับนิ่วหน้าใส่เพื่อน “มึงคบกับกูมากี่ปี แค่นี้ลืมหรือวะ”

“ไม่ได้ลืม” หัสดินเอ่ยเสียงเบา รอบกายมีเพียงความเงียบเท่านั้นที่กำลังรับฟังก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “ลืมก็ได้ แล้วมันยังไง”

ดลภัทรหัวเราะเสียงดัง ดวงตาที่เคยคมดุหยีลงจนเหลือเป็นขีดอย่างทุกที

“ไปรับยาไปมึงน่ะ เดี๋ยวกูไปขับรถมารับ”

“อือ”

คนป่วยตอบรับอย่างง่ายดาย ขายาวก้าวเดินไปทางห้องจ่ายยาและชำระค่ารักษาพยาบาลแต่กลับต้องชะงักเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้

“เดี๋ยวไอ้เฮงซวย”

“เฮงเฉยๆ” เจ้าของชื่อเอ่ยแก้

“เออ มึงไปกับกูนี่แหละ กูโดนพันแขนขนาดนี้ไม่มีปัญญาจะทำอะไรแล้ว” หัสดินถอนหายใจเฮือก สีหน้าเอือมระอาแสดงออกมาจนปิดไม่มิด

“ภาระจริงๆ เลยมึงเนี่ย”

“ใครช่วยมึงไว้ตอนโดนอาจารย์จับได้ว่าโดดเรียนออกไปเล่นเกม มึงลืมไปแล้วหรือครับคุณเฮงซวย”

หัสดินหน้าเหวอ “นี่เรื่องเป็นสิบปีแล้วมึงยังเอามาทวงบุญคุณอีกหรือ”

“ตอนปีสองที่มึงโดนหญิงตามตอแยใครเป็นคนเคลียร์ให้”

“ไอ้ดล”

“แล้วไหนจะตอนปีสามที่พี่ส้ม--”

“พอเถอะเพื่อนรัก กูสำนึกจนจะร้องไห้แล้ว” ดลภัทรหัวเราะกับสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนตรงหน้า

หลังจากรับยาและชำระค่ารักษาพยาบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ร่างแกร่งเดินนำคนตัวสูงกว่าไปยังรถที่พาเขามาโรงพยาบาล จัดการเปิดประตูให้ตัวเองขึ้นไปนั่งเบาะด้านข้างคนขับเสร็จสรรพแล้วสั่งให้เพื่อนรักขับรถกลับได้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“แล้วพรุ่งนี้กูต้องมารับมึงไหม” หัสดินเอ่ยถามหลังจากพาเพื่อนมาส่งที่บ้าน เขาเช็คประตูหน้าต่างทุกบานเรียบร้อยแล้วจึงหันมามองเพื่อนที่ยังคงอยู่ในสภาพเข้าเฝือกทั้งแขน

มันดูน่าอึดอัดเสียจนเขานึกรำคาญแทน

“ไม่เป็นไร”

“แล้วจะไปทำงานยังไงคุณดลภัทร ถ้ามึงขาดงานพ่อมึงจะมาถามเอากับกูไหม เรื่องโดนโจรขึ้นนี่อีกมึงรายงานที่บ้านหรือยัง”

“กูยังไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้นแหละ” ดลภัทรนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อ “เรื่องไปทำงานเดี๋ยวกูจัดการเอง พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้เข้าบริษัทนะ ฝากบอกพวกพี่เขาด้วย”

ชายหนุ่มสั่งยาวเหยียดกับเพื่อน พี่ที่เขาเอ่ยถึงหมายถึงหัวหน้าทีมที่เขาต้องรายงานความคืบหน้าการทำงานในแต่ละวัน

“แล้วเรื่องพ่อมึงล่ะ” คนฟังนิ่วหน้ากับประโยคแปร่งหู แต่ก็รีบปัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปอย่างง่ายดาย

“อีกนิดกูจะคิดว่ามึงด่ากูแล้วนะ” หัสดินหัวเราะ

“ไม่ได้ด่าโว้ย กูหมายถึงต้องบอกเรื่องโจรขึ้นบ้านกับพ่อมึงไหม”

“เดี๋ยวกูจัดการเอง มึงกลับบ้านเถอะ”

“เออๆ กูไปนะ”





#ดลใจไอรัก





ไอรักถอนหายใจพลางยกนาฬิกาขึ้นมองรวมแล้วหลายสิบครั้งภายในห้านาที เขานั่งรอบัดดี้จำเป็นที่โดนจับคู่ให้ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาทำงานจนกระทั่งตอนนี้เลยเวลาที่เขาต้องออกไปหาลูกค้ามาพักใหญ่แล้ว คนตัวบางกระแทกกายลงกับเก้าอี้ทำงานของตนเอง ใบหน้าน่ารักหงิกงอจนรุ่นน้องที่นั่งมองอยู่เหลือบขึ้นมามองแล้วหลบตาลงมองพื้นโต๊ะแทน

“ถอนหายใจอะไรเสียงดังจังเลยรัก”

“อ้าวนนท์ ยังไม่ออกไปข้างนอกหรือ” ไอรักถามเพื่อนด้วยความสงสัย

“ยังๆ พี่เฮงติดคุยธุระกับท่านประธานอยู่”

คนฟังพยักหน้ารักหงึกหงักพลางนึกไปถึงลูกชายของท่านประธานที่ตอนนี้ยังไม่โผล่หน้ามาให้เขาเห็น

“แล้วนี่รักรออะไรอยู่ ปกติต้องออกไปแล้วสิ”

“นายคนนั้นยังไม่มาเลยน่ะสิ” เขาตอบเพื่อนพร้อมกับทำหน้ามุ่ย “เรารอตั้งนานแล้วเนี่ย”

“โทรหาหรือยัง” ไอรักส่ายหน้า ส่วนรัฐนนท์ถอนหายใจ “ก็โทรเสียสิ มัวแต่รอแบบนี้เมื่อไรจะรู้เรื่อง”

“ต้องโทรด้วยหรือ”

“นี่รัก” คนเป็นเพื่อนเรียกไอรักเสียงเข้ม “งานก็คืองาน ไหนว่าแยกแยะได้ไง”

คนโดนว่าถอนหายใจเฮือกแล้วรับคำเพื่อนอย่างปฏิเสธไม่ได้ มือเรียวสวยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรศัพท์ที่อีกฝ่ายเคยให้ไว้ เขารอสัญญาณอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงกุกกักจากปลายสาย

“นายดลภัทร” ไอรักกรอกเสียงใส่โทรศัพท์ “นายหายไปไหน วันนี้ต้องไปหาลูกค้านะลืมหรือไง”

‘ผม--’ ไอรักขมวดคิ้ว ปลายสายมีเสียงกุกกักอีกแล้ว รออยู่เกือบสามนาทีคุณดลภัทรถึงได้เริ่มพูดอีกครั้ง ‘คุณไอรักผมรบกวนมารับผมที่บ้านได้ไหม’

“ยังไงนะ”

‘มารับผมไปทำงานด้วย ผมไปเองไม่ได้’

“อ้าว เป็นอะไรล่ะ” เสียงเล็กถามเจื้อยแจ้วทำเอาคนฟังอยู่ปลายสายเริ่มขัดใจ ดลภัทรขี้เกียจอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเพราะเรื่องต้องเล่ายาวเหยียด

‘เอาเป็นว่ามารับก่อน เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง เอ้อ ผมส่งโลเคชั่นไปในแชทนะ เท่านี้แหละ’

โทรศัพท์ถูกตัดไปแล้ว แต่ไอรักยังคงทำหน้าเหวออยู่อย่างเดิม รัฐนนท์ยิ้มขำกับสีหน้าของเพื่อนเบาๆ ก่อนจะทำท่าทางกระแอมเมื่อเพื่อหันมาหาตน

“นายนั่นให้ไปรับที่บ้าน” ไอรักบอกเพื่อนหลังจากสรุปกับตัวเองเรียบร้อย “เป็นบ้าอะไรถึงต้องให้คนไปรับอะ ปกติก็เห็นมาทำงานเอง”

เสียงคนตัวเล็กโวยวายเรียกสายตาจากทุกคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นให้เงยหน้าขึ้นมอง ไอรักไม่ชอบให้ใครมาสั่งแล้วยิ่งเป็นคนที่ไม่ชอบหน้าด้วยแล้ว ไอรักยิ่งหงุดหงิดจนอยากหาอะไรสักอย่างมาตีอีกฝ่าย ใบหน้าน่ารักหงิกงอจนรัฐนนท์ต้องรีบเข้าไปลูบแขนเบาๆ ให้เพื่อนลดอารมณ์หงุดหงิดลง

“น้องรักครับ” ชายหนุ่มร่างสูงเกินร้อยเก้าสิบเซนติเมตรเดินตรงเข้ามาหาไอรักและรัฐนนท์ที่ยืนอยู่ด้วยกัน “พี่รบกวนไปรับไอ้ดลไปทำงานด้วยหน่อยนะครับ คือพอดีว่า--”

“ผมคุยกับเขาแล้วครับพี่เฮง”

“มันเล่าให้น้องรักฟังแล้วหรือครับ” หัสดินถามด้วยความแปลกใจ

“ไม่ได้เล่าอะไรเลยครับ แค่บังคับบอกให้ผมไปรับเฉยๆ”

หัสดินอยากยกมือขึ้นแปะหน้าผากมันเสียเดี๋ยวนั้น คนหนึ่งก็อมพะนำไม่ยอมพูด อีกคนที่ไม่เข้าใจก็หงุดหงิดใหญ่โต เขานึกภาพที่เวลาทั้งสองคนทำงานด้วยกันไม่ออกเลยจริงๆ ให้ตายสิ

“เมื่อคืนไอ้ดลมันโดนขโมยเข้าบ้านครับ”

“ฮะ!?”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะน้องรัก คือไม่มีอะไรหายเพราะว่าตำรวจมาทัน แต่ไอ้ดลโดนไม้กอล์ฟตีเข้าให้ แขนหักเข้าเฝือกเรียบร้อย”

คนฟังได้แต่ยืนนิ่งเงียบ ดวงตากลมเหลือมองเพื่อนตัวเองที่ยังคงลูบแขนเขาไม่หยุด

“สรุปก็คือที่มาไม่ได้เพราะแขนหักหรือครับ”

“ครับ แขนขวา”

ไอรักสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ เขาดึงแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของรัฐนนท์ ก่อนจะก้าวไปยืนประชิดตัวรุ่นพี่ตัวสูง

“พี่เฮงครับ”

“คะ...ครับ” หัสดินตอบรับตะกุกตะกัก

“ผมไม่เข้าใจ เพื่อนพี่จะทำอะไรให้ยากทำไมในเมื่อแค่บอกมาว่าแขนหักขับรถไม่ได้ แค่นี้ก็พอแล้วแต่นี่รับสายเสร็จก็สั่งๆ ให้ไปรับแบบไม่อธิบายอะไรสักอย่าง เพื่อนพี่เป็นบ้าหรือครับ”

“รัก” รัฐนนท์เรียกเพื่อนเพื่อเรียกสติ แต่ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว ตอนนี้ไอรักหงุดหงิดถึงขีดสุดจนไม่มีอะไรห้ามได้แล้ว

“เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมไปรับเขาเองครับ แล้วจะออกไปทำงานเลย ขอตัวก่อนนะครับ”

หัสดินไม่ได้ตอบอะไร เขาหันหน้ามองรัฐนนท์รุ่นน้องอีกคนที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่โดยไม่รู้จะพูดอะไร อีกฝ่ายตอบรับได้เพียงแค่ทำท่ายักไหล่

“ออกไปหาลูกค้ากันเถอะครับพี่เฮง จะถึงเวลานัดแล้ว”

“อือๆ”





#ดลใจไอรัก





ไอรักขับรถยนต์คันเล็กของตัวเองมาจอดหน้าบ้านสองชั้นตามแผนที่ที่ทางดลภัทรส่งมาให้ในแชท บ้านทั้งหลังเงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่ หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งเจ้าของมือเรียวสวยก็ตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรออกอีกครั้งเพื่อเรียกเจ้าของบ้าน

แต่ยังไม่ทันได้กดโทรออก ประตูรั้วหน้าบ้านหลังเล็กก็เปิดออกมาเสียก่อน ไอรักมองหน้าคนป่วยที่ถือวิสาสะเปิดประตูรถยนต์เข้ามานั่งแบบไม่ขออนุญาตเจ้าของรถ มิหนำซ้ำยังยิ้มตาหยีใส่เขาราวกับต้องการให้เป็นทัพหน้า ดวงตาเล็กเลื่อนสายตาจากใบหน้าคนมาใหม่ไปที่แขนข้างขวาที่พันเฝือกสีขาวไว้หนา

“ไปทำงานที่เรารักกันเถอะ” คำเอ่ยชักชวนของคนเจ็บทำไอรักเผลอเบ้ปาก คนอายุน้อยกว่าละสายตาจากดลภัทรเพื่อมองถนนเบื้องหน้าแทน อารมณ์หงุดหงิดที่คุกรุ่นหายไปแล้วก่อนที่เขาจะขับรถมาถึงบ้านคนเจ็บ แต่ถึงกระนั้นไอรักก็ยังอดแขวะไม่ได้

“แค่บอกว่าแขนหักให้มารับแค่นี้มันเป็นความลับอะไรนักหนาหรือไง”

“หืม? คุณหมายถึงอะไร” ดลภัทรทำหน้าตาเหลอหลา

“เมื่อคืนขโมยขึ้นบ้านไม่ใช่หรือนายน่ะ”

คนฟังนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะร้องอ๋อขึ้นมาเมื่อนึกไปถึงเพื่อนสนิท “ไอ้เฮงมันเล่าให้ฟังแล้วหรือ”

“อือ ก็แค่บอกให้มารับเพราะเมื่อคืนมีคนสติไม่ดีเอาแขนไปรับไม้กอล์ฟ”

“สติไม่ดีเลยนะ”

“แล้วคนปกติที่ไหนเขาจะเอาแขนตัวเองไปรับไม้กอล์ฟกันล่ะ แทนที่จะทำตัวเป็นพระเอกบ้าๆ ทำไมไม่กระโดดหลบ” คนอายุน้อยกว่าพูดร่ายยาว ทำเอาคนฟังนิ่วหน้าด้วยความประหลาดใจ ดลภัทรไม่ค่อยได้เห็นไอรักพูดประโยคยาวๆ เช่นนี้

“ถึงสถานการณ์นั้นจริงๆ คุณไม่มีทางคิดออกหรอกคุณไอรักว่าจะแก้ปัญหามันยังไง สัญชาตญาณเท่านั้นแหละที่จะช่วยคุณได้”

“อันที่จริงโจรน่าจะฟาดหัวคุณไปด้วยเลยเนอะ เผื่อจะนิสัยดีขึ้น”

“เฮ้! ผมอายุมากกว่าคุณนะ อย่าปีนเกลียว” ดลภัทรเอ่ยท้วง

“ปีเดียวไม่ต้องนับหรอก เสียเวลา”

คนฟังหัวเราะออกมาเบาๆ กับคำแก้ตัวของคนตัวเล็ก เพราะสายตาไอรักยังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้าจึงไม่ได้เห็นสายตาของคนนั่งด้านข้างว่ากำลังนั่งมองคนตัวเล็กด้วยสายตาแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย ดลภัทรมองไอรักแล้วหัวเราะในลำคอเมื่อสายตาเลื่อนมาเจอปลายจมูกเชิดรั้นอย่างคนหัวรั้น จุดสีเข้มสามจุดบนแก้มขาวยิ่งทำให้อีกฝ่ายดูเป็นเด็กซนเรียกสายตาของเขาให้เพ่งมองค้าง

ใบหน้าของไอรักไม่ได้เตะตาของเขาตั้งแต่แรกพบ แต่ไม่รู้ทำไมพอเป็นตอนนี้เขากลับหยุดมองมันไม่ได้เสียแล้ว

อันที่จริงผ่านชั่วโมงเร่งด่วนมาได้ครู่ใหญ่แล้ว แต่รถยนต์บนท้องถนนยังคงแน่นขนัดไม่ยอมลดลงนั่นทำให้ไอรักหงุดหงิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอสมควร ริมฝีปากเล็กขยับขมุบขมิบบ่นการจราจรตรงหน้าแบบไม่ออกเสียงแล้วจู่ๆ ก็หันมามองคนที่นั่งตำแหน่งข้างคนขับ

“ยิ้มอะไร” คนขี้หงุดหงิดถามเสียงห้วน แต่ดลภัทรกลับปฏิเสธได้อย่างหน้าตาเฉย “เปล่าอะไร ก็เห็นอยู่ว่ายิ้ม”

“ผมแค่หาว เห็นว่ายิ้มได้ยังไง ละเมอหรือเปล่าคุณไอรัก”

คนถูกหาว่าละเมอทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจ ทั้งที่เห็นอยู่เมื่อครู่ว่าอีกฝ่ายมองเขาแล้วคลี่ยิ้ม

“นายนั่นแหละละเมอ ก็เห็นอยู่ชัดๆ ว่ากำลังยิ้มอยู่” ดลภัทรหัวเราะแทนคำตอบแต่ไม่ได้พูดอะไร เขาปล่อยให้ความเงียบได้ทำงานระหว่างที่พวกเขาอยู่ด้วยกันภายในห้องโดยสารแคบๆ

แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนทนไม่ไหว

นิ้วเรียวสวยกดเปิดวิทยุแบบไม่ถามความเห็นคนด้านข้าง เสียงเพลงจากสถานีวิทยุช่วยปัดบรรยากาศอิหลักอิเหลื่อให้หายไป ไอรักแอบถอนหายใจเมื่อเห็นว่าวิธีของตัวเองได้ผล

“แล้วอย่างนี้นายอยู่บ้านคนเดียวได้หรือ” จู่ๆ คนทำหน้าที่ขับรถก็เอ่ยถามโพล่งขึ้นมา ดลภัทรหันไปเลิกคิ้วกับคนถามพลอยให้ไอรักเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้ง “หมายถึงว่านายแขนขวาเจ็บแบบนี้อยู่คนเดียวไม่ลำบากหรือไง ข้างที่ถนัดเสียด้วย”

“คุณจำได้ด้วยหรือครับ” คนเจ็บเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงยียวน “รางวัลสุดยอดบัดดี้แห่งปีเลยนะ จำได้ด้วยว่าผมถนัดข้างขวา”

ไอรักขมวดคิ้วอีกครั้ง เขาพยายามคุยดีกับคู่หูจำเป็นคนนี้อยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมให้ความร่วมมือเอาเสียเลย ดลภัทรยังคงกวนประสาทกันไม่หยุด

“พอแล้วนะ เราไม่พูดด้วยแล้ว”

“โธ่ คุณไอรัก”

“นั่งเงียบๆ ไปเลย!” ไอรักหันมาแหวใส่คนโอดครวญ “พอพูดดีด้วยก็กวนประสาท น่าเบื่อจริงๆ”

“ผมไม่กวนแล้วก็ได้เอ้า” ดลภัทรเอ่ยกลั้วหัวเราะก่อนจะบ่นความรู้สึกของคนเจ็บออกมายาวเหยียด “แต่อย่างที่คุณว่า พอแขนขวาใช้ไม่ได้ก็ลำบากเลยอะ อาบน้ำลำบาก กินข้าวลำบาก ทำอะไรก็ลำบากไปหมด น่าเบื่อชะมัด”

“สมน้ำหน้า”

คำที่เอ่ยออกมาเบาๆ ทำทุกอย่างภายในรถเงียบลงเกือบหนึ่งนาที เหลือเพียงเสียงวิทยุที่ยังคงบรรเลงเพลงเพราะตามที่ดีเจเลือกเปิด ดลภัทรกระแอมเล็กๆ ไล่ก้อนบางอย่างที่ติดอยู่ในลำคอออก ก่อนจะเอ่ยกับคนตัวเล็กอีกครั้ง

“หมายถึงสงสัยหรือเปล่าคุณไอรัก”

“ไม่ เราหมายถึงสมน้ำหน้าจริงๆ” ไอรักตอบกลั้วหัวเราะ คนน่ารักหันมายิ้มตาหยีให้คนเจ็บก่อนจะหันกลับไปขับรถตามเดิน

ดลภัทรรู้สึกคล้ายกับโลกหยุดหมุนหลังจากเห็นรอยยิ้มน่ารักของอีกฝ่าย เขารู้ว่าไอรักน่ารักกว่าผู้ชายทั่วไปนิดหน่อย แค่นิดหน่อยจริงๆ จากที่เคยคุยกับหัสดินก่อนหน้านี้ ไอรักเคยถูกเพื่อนสนิทของเขาหยิบมาเป็นหัวข้อสนทนาในบ่ายวันหยุดที่พวกเขานัดเจอกันที่ร้านกาแฟเพราะไม่รู้จะไปที่ไหน

แต่ไม่คิดว่าคนที่เขาคิดว่าน่ารักแค่นิดหน่อยจะน่ารักมากเวลายิ้มเต็มปากเต็มตาขนาดนี้

“นี่นาย” เสียงเล็กปลุกดลภัทรออกจากภวังค์ “นั่งตาลอยเป็นอะไรน่ะ เมื่อคืนนอนไม่พอหรือไง”

“ปละ...เปล่า”

“แล้วเหม่ออะไรเนี่ย ถึงแล้วนะ”

คนนั่งเหม่อกะพริบตาปริบๆ แล้วมองไปด้านนอกรถ ตอนนี้รถยนต์คันเล็กของไอรักจอดอยู่ในลานจอดรถเรียบร้อยแล้ว





#ดลใจไอรัก





กว่าทั้งคู่จะทำงานเสร็จเรียบร้อยเวลาก็เลยเที่ยงวันมาเกือบสองชั่วโมง กระเพาะของไอรักร้องประท้วงโครกครากเสียงดังเสียจนเจ้าตัวก้มหน้าหลบสายตาของบัดดี้ที่เดินอยู่ด้วยกันมือลูบท้องเบาๆ เป็นการปลอบขวัญไม่ให้ร้องประท้วงเสียงดังกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นไอรักก็ยังไม่สามารถเอาอะไรมาบังใบหูทั้งสองข้างที่มันกำลังฟ้องดลภัทรด้วยสีแดงเข้มที่ปรากฎอยู่

“หิวขนาดนี้ไม่ได้กินข้าวเช้ามาหรือ” ดลภัทรเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

“ก็เลยเวลากินปกติมาตั้งสองชั่วโมง” ไอรักเถียงปากยื่น “ท้องมันก็ต้องร้องท้วงเป็นธรรมดาสิ”

ดลภัทรได้แต่หัวเราะกับคำโต้เถียงกลับมาของอีกฝ่าย เขามองไอรักที่ยังขยับปากพึมพำไม่หยุดแล้วเผลอยิ้มออกมาอีกแล้ว ไม่แน่ใจว่าที่ยิ้มเป็นเพราะอีกน่ารักหรือเป็นเพราะอีกฝ่ายคือไอรักกันแน่

แต่ไม่ว่าจะแบบไหนเขาก็ยิ้มได้ทุกเหตุผล ถ้าไม่เฮงมันอยู่ด้วยกันตรงนี้มันต้องหาว่าเขาตกหลุมรักเป็นแน่

คนนั่งคิดคนเดียวเงียบๆ เบิกตากว้างทันทีที่รู้สึกตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ใบหน้าหล่อเหลารีบเบือนหน้าหลบสายตาดวงตากลมโตที่กำลังมองมาทางเขา

“แอบมองเราอีกแล้ว” ไอรักเลิกคิ้วพลางเอ่ยเป็นเชิงถามอีกฝ่ายที่ตอนนี้ใช้เสียงกระแอมไอกลบเกลื่อนชุดใหญ่

“เปล่า”

“เปล่าอะไร ก็เห็นอยู่”

คนโดนจับได้ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงแค่ปล่อยให้คนตัวบางเดินนำไปที่รถยนต์ของเจ้าตัวเอง ส่วนเขาก็เดินตามในระยะที่ห่างกันไม่มากนัก ขายาวชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์กำลังตรงมาทางที่พวกเขาเดินอยู่ สายตาคมมองไปที่คนตัวเล็กกว่าตรงหน้าที่เดินข้ามบล็อคจอดรถแบบที่ไม่สนใจอะไรนอกจากโทรศัพท์มือถือในมือ

ดลภัทรตะโกนเสียงดังเพื่อเรียกคนเดินนำหน้าก่อนจะพุ่งตัวเองออกไปแล้วใช้แรงที่มีดึงไอรักกลับเข้ามายืนทางที่เขาอยู่เมื่อครู่ เสียงแตรดังลั่นลานจอดรถโรงพยาบาลค่อยๆ หายไป เหลือไว้เพียงแค่ชายหนุ่มสองคนที่ยืนกอดกันนิ่ง ภาพทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไอรักรู้สึกตัวอีกทีเมื่อตัวเองอยู่ในอ้อนกอดอุ่นของคนตัวโตเสียแล้ว ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบดวงตาดุที่ซ่อนแววตาโล่งใจอยู่ในนั้น

เวลาของดลภัทรหยุดหมุนไปอีกแล้ว ใบหน้าเนียนใสที่อยู่ใกล้เพียงแค่คืบทำเอาหัวใจชายหนุ่มสั่นระรัวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

“นาย” เสียงเล็กเรียกคนที่กำลังอยู่ในภวังค์ให้ตื่นขึ้น ดลภัทรกะพริบตาปริบๆ แต่แขนข้างหนึ่งยังคงโอบเอวบางเอาไว้ไม่ยอมปล่อย “ปล่อย...ปล่อยเราได้แล้ว”

“อ่า โทษที” คนตัวโตเอ่ยแล้วกระแอมเบาๆ “เดินไม่ดูอะไรเลยนะคุณน่ะ”

ไอรักขมวดคิ้ว “ก็ไม่ทันได้มอง ใครจะรู้ล่ะว่าจะมีรถขับเร็วในโรงพยาบาล”

“ที่ไหนก็ต้องระวังทั้งนั้นแหละ เราไม่รู้หรอกนะว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไร”

ไอรักขยับริมฝีปากเล็กตามอีกฝ่ายที่กำลังบ่นไม่หยุดก่อนจะร้องออกมาเสียงดังเมื่อนิ้วเรียวของคนบ่นคีบเข้าที่ปากเล็กที่กำลังล้อเลียนเขาอยู่

“นี่! นายดล! มันเจ็บนะ” คนโดนทำร้ายโวยวาย

“ก็ทำให้เจ็บไง ปากเป็นอะไรหือ ชอบล้อเลียนเหลือเกิน”

“ยุ่ง”

“อ้าว ผมนึกว่าเราสงบศึกกันแล้วนะเนี่ย” ดลภัทรเอ่ยไล่หลังคนที่กำลังเดินหนีขึ้นรถ คนตัวโตรีบขึ้นไปนั่งบนเบาะตำแหน่งข้างคนขับอย่างขามาคราวแรก พยายามใช้มือซ้ายคาดเข็มขัดนิรภัยแต่ทำอย่างไรก็ไม่ได้เสียทีจนเข้าของรถรำคาญ รีบขยับกายเข้ามาใกล้เพื่อคว้าสายเข็มขัดไปล็อคเอง

“ยุ่งจริงๆ เลยนายเนี่ย”

“ยังไม่เลิกบ่นอีก” ดลภัทรเอ่ยกระเซ้า “ไปกินข้าวกันคุณ”

“อยากกินสเต็ก”

“ได้ ดีล”

ไอรักคิดว่านี่เป็นการดีลมื้อกลางวันที่ง่ายที่สุดเท่าที่เคยเจอมา ขนาดเขากับไอรักที่ชอบทานอะไรคล้ายๆ กันบางครั้งยังเถียงกันไม่จบสักทีเพราะคนหนึ่งจะทานอีกอย่าง ส่วนอีกคนก็ดันไม่อยากทานขึ้นมาเสียอย่างนั้น





#ดลใจไอรัก





“นายนี่กินง่ายดีเนอะ” ไอรักเอ่ยขึ้นขณะพวกเขากำลังดูเมนูรายการอาหารเพื่อสั่งพนักงานในร้านอาหาร “แค่บอกว่าจะกินอะไรก็ตามมาเฉยเลย”

“ก็ไม่รู้จะทำให้มันยากไปทำไม ผมทานอะไรก็ได้”

“ใจง่าย”

“อ้าว” ดลภัทรทำหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคลอไปกับคำเอ่ยที่บอกว่าเขาใจง่าย “ไม่เรียกใจง่ายสิ เรียกว่าเลี้ยงง่าย”

“ใจง่ายนั่นแหละ ใครชวนไปไหนก็ไป”

“ใจง่ายแต่ไม่ง่ายนะครับ”

ไอรักนิ่งไปเล็กน้อย โต๊ะอาหารของทั้งคู่ตกอยู่ในความเงียบ นับว่าโชคดีที่พนักงานเดินมาเสิร์ฟเครื่องดื่มที่พวกเขาสั่งไปพอดิบพอดี เบียร์โฮกาเดนถูกยกวางตรงหน้าดลภัทรพร้อมกับรอยยิ้มกว้างของคนแขนเดี้ยง เรียกให้ไอรักตวัดค้อนใส่วงใหญ่เพราะหมั่นไส้ล้วนๆ ส่วนไอรักมีเพียงแก้วน้ำเปล่าวางตั้งไว้ตรงหน้าอย่างทุกครั้ง

แก้วเบียร์ถูกยกขึ้นดื่มด้วยแขนซ้ายรออาหารที่สั่งเอาไว้ ดลภัทรฮัมเพลงเบาๆ มองไปรอบร้านที่ตกแต่งด้วยสีน้ำตาลดูอบอุ่น ก่อนที่สายตาจะมาหยุดอยู่กับใบหน้าของคนที่นั่งด้วยกัน

ไอรักกำลังมองเขาอยู่ แต่ดลภัทรไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้ว คิ้วเข้มเลิกคิ้วเชิงสงสัยก่อนจะเอ่ยถามออกไปตรงๆ

“มองผมแบบนี้คิดอะไรกับผมอยู่หรือเปล่า” ไม่ถามเปล่าแต่ดลภัทรยกมือซ้ายขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองเอาไว้ทำทีราวกับว่าตนเองไม่ได้ใส่เสื้อผ้าอยู่

“ทะลึ่ง” ไอรักว่าใส่อีกฝ่ายเต็มหน้า ส่วนคนโดนว่าก็ได้แต่หัวเราะเต็มเสียง ดวงตาดุที่ตอนนี้อ่อนโยนลงจนแทบไม่เหลือเค้าความดุมองสีหน้าคนที่นั่งด้านตรงข้าม พอเห็นว่าใบหูของอีกฝ่ายกำลังแดงก่ำดลภัทรก็ยิ่งได้ใจ

“เอ้า ว่าได้หรือ ผมมันพรีเมียมทั้งตัวนะครับ”

ไอรักเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้ “บ้าบอ ใครเขาบอกมาหรือไง คำว่าพรีเมียมนี่พูดเองเออเองไม่ได้นะ”

ดลภัทรหัวเราะแล้วโคลงศีรษะกับการต่อปากต่อคำของอีกฝ่าย

“ลองถามสาวๆ ในบริษัทดูได้ครับ ผมน่ะที่สุดแล้วเถอะ”

“กากที่สุดน่ะสิ” คำพูดของไอรักทำเอาคนฟังแทบหมดแรงหล่นจากเก้าอี้ ดลภัทรมองหน้าคนที่ยังหัวเราะไม่หยุดแล้วเผลอหลุดยิ้มมุมปากก่อนจะปรับสีหน้ากลับเป็นนิ่งเฉยเหมือนเดิม

“คุณนี่มันจริงๆ เลยนะ”

ยังไม่ทันจะได้เถียงกันต่ออาหารที่พวกเขาทั้งสองคนสั่งไปก็มาเสิร์ฟขัดจังหวะพอดิบพอดี พนักงานเสิร์ฟวางสเต็กเนื้อในตำแหน่งของไอรักแล้ววางพอร์คช็อปในตำแหน่งของดลภัทร

ไอรักเริ่มลงมือทานของตัวเองทันทีด้วยความหิวโหยที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงวัน แต่ดูเหมือนชายหนุ่มอีกคนจะยังนั่งนิ่งไม่ยอมขยับเขยื้อนจนคนหิวโซต้องเงยหน้าขึ้นมามอง

“ไม่กินล่ะ นายไม่หิวหรือไง”

“หิว”

“อ้าว” ไอรักเลิกคิ้วหลังจากได้ยินคำตอบ “หิวก็กินสักที”

“แต่ผมลืม”

“ลืม? ลืมอะไรอีก”

“ลืมว่าตอนนี้มีแขนเดียวไง”

เกิดความเงียบขึ้นภายในโต๊ะทานอาหารครู่ใหญ่ ก่อนที่ไอรักจะเผลอระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาหันไปขอโทษลูกค้าโต๊ะอื่นรอบร้านที่เสียงดังรบกวนแต่มันอดขำไม่ได้ที่พอเขาหันไปมองพอร์คช็อปในจานตรงหน้าดลภัทรแล้วเงยหน้ามองเจ้าของที่นั่งทำหน้าเจ็บใจอยู่ เสียงหัวเราะมันก็หลุดออกมาเอง

“หัวเราะพอหรือยัง” ดลภัทรถามประชดเสียงสะบัด

“ขอโทษๆ ก็รู้อยู่ว่าแขนเจ็บก็ยังจะสั่งอะไรยากๆ มากิน”

“ก็บอกแล้วไงว่าลืม” ดลภัทรเอ่ยเถียง

“ทำอย่างไรล่ะทีนี้ แลกกันไหม”

“ผมไม่กินเนื้อ” คนเสนอวิธีหน้ายุ่ง

“แล้วจะให้ทำอย่างไร จะให้ผมป้อนหรือไง”

ดลภัทรชะงักไปแล้วคลี่ยิ้มกว้าง “เข้าท่าแฮะ”

“จะบ้าหรือไงคุณ เราไม่เอาด้วยหรอกนะ”

“น่าคุณ ครั้งเดียวเอง” คนเจ็บต่อรอง ใบหน้าหล่อเริ่มทำหน้าตาออดอ้อนใส่อีกคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างที่ไม่เคยทำให้ใครเห็นนอกจากพ่อและแม่

กว่าห้านาทีที่ไอรักใช้เวลาตัดสินใจ ริมฝีปากเล็กบ่นพึมพำเสียงเบาแทบไม่ได้ยินจนแทบจะลุกไปฟังใกล้ๆ

“คุณว่าอะไรนะ”

“ขยับจานมาสิ มัวแต่ทำอะไรอยู่ได้”





#ดลใจไอรัก





บรรยากาศในร้านอาหารดีขึ้นมาอีกนิดหลังจากดลภัทรได้ยินประโยคสั่งให้ขยับจานของไอรัก คนถูกเฝือกพันไว้เต็มแขนยิ้มตาหยีเมื่อมองไปยังคนที่นั่งด้านตรงข้ามกำลังก้มหน้าก้มตาหั่นสเต็กให้เขาทั้งที่ปากก็ยังคงบ่นพึมพำไม่หยุด ชายหนุ่มรู้สึกว่ากำลังนั่งกินข้าวกับเด็กดื้อมากกว่าจะเป็นคนที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีด้วยซ้ำ

ไอรักเงยหน้าขึ้นหลังจากหั่นสเต็กในจานของคนแขนเจ็บเสร็จ ริมฝีปากเล็กยื่นออกมาด้วยความขัดใจที่จู่ๆ ต้องมาบริการคนอื่นแบบที่ไม่เคยทำเลยสักหน แต่ไอ้หมอนี่น่ะก็แค่ลูกชายท่านประธานบริษัท ทำไมเขาต้องมาทำอะไรแบบนี้ให้ก็ไม่รู้

“บ่นอะไรอีกแล้วคุณไอรัก”

“เปล่า”

“จะเปล่าได้อย่างไรก็ผมเห็นอยู่ว่าคุณพูดพึมพำอยู่คนเดียว”

“เอ๊ะ! นายนี่” ไอรักหน้าบึ้งในมือยังคงถือมีดหั่นอาหารอยู่แต่จู่ๆ ก็ต้องปล่อยวางบนจานเมื่ออีกฝ่ายยื่นมือมาบีบปากเล็กๆ นั่นด้วยความมันเขี้ยว

ดลภัทรหัวเราะร่วน ยิ่งได้เห็นสีหน้าเวลาไอรักขัดใจตอนถูกแกล้งแล้วยิ่งน่าแกล้งไปกันใหญ่ ดวงตาคมเบิกกว้างเมื่อถูกอีกฝ่ายปัดมือตัวเองออก แต่เพียงครู่เดียวก็หันมาหยิบส้อมแล้วจิ้มลงไปบนสเต็กหมูที่ถูกหั่นไว้แล้ว

“อร่อยนะเนี่ย ไม่แน่ใจเลยว่าเป็นเพราะเชฟหรือเป็นเพราะคนหั่นกันแน่”

“แหวะ พูดอะไรออกมาไม่ขนลุกหรือไง”

ดลภัทรยิ้มอีกหน เขาไม่แน่ใจว่าวันนี้ตั้งแต่เช้ามาเขายิ้มไปแล้วกี่ครั้ง แต่มันคงมากพอที่จะทำให้ไอรักเริ่มสังเกต

“จริงๆ นายก็ยิ้มน่ารักดีนะ” ไอรักว่าพลางส่งสเต็กเนื้อเข้าปากตัวเองหลังจากจัดการอาหารให้คนเจ็บที่ไม่เจียมตัวเรียบร้อยแล้ว

“ชมกันแบบนี้ก็เขินแย่สิ”

“หึย เนี่ยน่ะหรือสภาพคนเขิน” ไอรักถอนหายใจมองหน้าอีกคนที่บอกว่าตัวเองเขินแต่ก็ยังยิ้มไม่หยุด “คนเขินที่ไหนจะทำตัวหน้าไม่อายแบบนายบ้าง”

“อ้าว โดนด่าเฉยเลย ตกลงคุณเกลียดผมจริงๆ ใช่ไหมคุณไอรัก” คนถูกถามยักไหล่ไม่ยี่หระ ขยับทำท่าทางให้ดลภัทรรู้สึกหมั่นไส้ไม่หยุด

“เราก็บอกแล้วไงว่าแค่ไม่ชอบ ไม่ได้เกลียด”

ดลภัทรนิ่งไป สายตาคมจ้องไปที่คนน่ารักที่ตอนนี้เคี้ยวสเต็กของตัวเองอยู่เต็มปาก แก้มตุ่ยที่ขยับไปมาเวลาเคี้ยวทำเขานึกอยากรู้ว่ามันจะย้วยได้เพียงใด ไวเท่าความคิดคนตัวโตก็เอื้อมมือไปดึงแก้มนิ่มของไอรักให้มันยืดออกอย่างที่อยากรู้จนคนโดนยืดแก้มโวยวายออกมาเสียงดัง เรียกความสนใจจากลูกค้าคนอื่นภายในร้านได้เป็นอย่างดี

“เสียงดังทำไมเนี่ยคุณไอรัก ดูสิโดนเขาด่าทั้งร้านแล้ว”

คนโดนโยนความผิดให้คิ้วกระตุก ไอรักมองหน้าคนหาเรื่องทั้งที่สเต็กยังคงเคี้ยวอยู่เต็มปาก “เพราะเราอย่างนั้นหรือนายดลเราให้นายพูดอีกครั้ง”

“เพราะคุณนั่นแหละ”

“นาย--”

“คุณทำให้ผมอยากแกล้ง หน้าตาคุณน่าแกล้งให้โมโหรู้ตัวไหม” ดลภัทรพูดต่อ ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังเดือดปุดๆ คนตัวโตวางส้อมลงบนจานสเต็กแล้วเอนกายพิงพนักเก้าอี้เต็มแผ่นหลัง ขายาวยกขึ้นไขว่ห้างราวกับกำลังเจรจาธุรกิจพันล้าน ท่าทางที่อยู่ในสายตาไอรักทำเอานึกเหม็นความขี้เก๊กขึ้นมาครามครัน

ท่ามากไม่มีใครเกินเลยไอ้หมอนี่

“ไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ ไม่อยากคุยกับนายแล้วด้วย” ไอรักหน้ามุ่ยระบายอารมณ์ไปกับสเต็กในจานที่ยังกินไม่หมดด้วยการเคี้ยวด้วยแรงทั้งหมดที่มีราวกับกำลังขู่

แต่งสิ่งที่ดลภัทรเห็นเป็นเพียงแค่ลูกแมวกำลังส่งเสียงขู่คนแปลกหน้าเท่านั้น แทนที่เขาจะเกรงกลัวชายหนุ่มกลับหัวเราะตาหยี

คนอายุมากกว่าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าไอรักน่ารักขนาดนี้ทั้งที่เดินสวนกันในออฟฟิศมาเป็นปีๆ

และเพิ่งรู้ด้วยว่าอยากรู้จักอีกฝ่ายมากกว่าบัดดี้ในเวลาทำงาน

“นี่คุณไอรัก”

“อะไร” เจ้าของชื่อตอบรับเสียงห้วน

“ผมคิดว่าผมไม่อยากเป็นแค่บัดดี้แล้วล่ะ” คนฟังชะงักไป ไอรักมีสีหน้าไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูดเลยสักนิด “ผมจีบคุณได้ไหม”

มือที่ถือมีดกับส้อมอยู่อ่อนแรงทันควัน ไอรักปล่อยของในมือหล่นลงบนจานเสียงดังลั่นเรียกความสนใจจากคนที่นั่งอยู่ในร้านอาหารอีกครั้ง พวกเขานับกันไม่ได้แล้วว่าวันนี้ทำเรื่องขายหน้าไปทั้งหมดกี่อย่าง

“อะ...อะไร”

ดลภัทรหัวเราะเสียงเบากับคำถามตะกุกตะกัก เขาโคลงศีรษะพลางมองคนตัวเล็กกว่าตรงหน้าด้วยสายตาแปรเปลี่ยนเป็นความเอ็นดู

“ที่ผมพูดไปเมื่อกี้มันไม่ต้องแปรอะไรเลยนะ คุณโสดอยู่ใช่ไหม”

“อะไรเล่า”

“ตอบมาก่อนเร็ว” เสียงทุ้มเร่ง ทั้งที่บรรยากาศในร้านยังคงเหมือนเดิมแต่ไอรักกับรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ที่ใบหน้าชอบกล “มีแฟนหรือยัง”

ดวงหน้าใสเห่อร้อนหลังจากฟังเสียงทุ้มของดลภัทรที่ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับที่เคยได้ยินมาก่อน

“มะ...ไม่มี”

“ดี” ดลภัทรเอ่ยแล้วยิ้มมุมปาก “ถ้าอย่างนั้นผมจีบนะ”

“...”

“นี่คุณรักอย่าเงียบสิ”

“ใครอนุญาตให้นายเรียกชื่อเราสั้นๆ” ไอรักเอ่ยท้วงพร้อมกับตวัดสายตาใส่อีกฝ่าย “สนิทกันหรือไง”

“เดี๋ยวก็สนิท” ดลภัทรยักไหล่เอ่ยแบบไม่สนใจ “บอกแล้วไงว่าจะจีบ มันก็ต้องสร้างความสนิทสนมก่อนน่า”

ไอรักถอนหายใจเหนื่อยหน่ายจะเอ่ยแก้กับคนหลงตัวเองอย่างดลภัทร เข้าใจว่าคนอื่นมักชื่นชมอีกฝ่ายถึงเรื่องรูปร่างหน้าตาที่ดูดีกว่าคนทั่วไปรวมถึงฐานะทางบ้านที่รวยจนน่าอิจฉา เขายังจำประโยคที่อีกฝ่ายพูดใส่หน้าวันที่รู้ว่าต้องทำงานด้วยกันวันแรกได้ดี

อิจฉาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกครับ ทำอะไรไม่ได้นอกจากไปเกิดใหม่

ได้ดลภัทรเดี๋ยวได้รู้เลยว่าใครกันแน่ที่ต้องเกิดใหม่

“นายอย่ามาโมเมเอาเองนะ ใครจะไปอยากสนิทกับลูกท่านประธานกัน”

“อย่าพูดแบบนั้นได้ไหม” เสียงดลภัทรเน้นหนักขึ้นหลังจากได้ยินคำที่ตัวเองไม่เคยชอบใจเลยสักครั้งที่ได้ยิน “ผมจะเป็นลูกใครก็คนธรรมดาเหมือนกัน มันเหมือนความรู้สึกตอนที่คุณบอกว่าไม่ชอบผมเพราะผมเป็นลูกของประธานบริษัท”

“เราไม่ได้ไม่ชอบนายเพราะแบบนั้น” ไอรักเอ่ยปฏิเสธ “อันที่จริงเป็นเพราะนายเพอร์เฟคเกินไปน่ะ”

“หือ?”

“นี่อย่ามองแบบนั้นสิ” มือเรียวสวยสองข้างถูกยกขึ้นมาบังสายตาคมที่กำลังมองมาทางคนพูดอย่างสงสัย

“ตกลงผมจีบคุณหรือคุณกำลังจีบผมกันแน่คุณรัก”

“ใครจีบคุณ อย่ามามั่วนะ” คนโดนจับได้โวยวายเสียงดัง ใบหน้าขาวเห่อร้อนจนขึ้นสีแดงระเรื่อดูน่ารักลามไปจนถึงใบหูสองข้างที่ตอนนี้แดงเสียจนเกรงว่าจะมีควันพุ่งออกมา

“เดี๋ยวนะที่ทำท่าตึงใส่ผมหลายวันนี่เพราะกลัวชอบผมมากเกินไปหรือเปล่า” ดลภัทรยังคงจี้ถามคำถามเดิมอย่างเป็นต่อ มือข้างที่ใช้งานได้ถือวิสาสะเอื้อมไปจับมือเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะจนเจ้าตัวสะดุ้งเฮือกพยายามจะดึงมือออกจากการเกาะกุมแต่ดูเหมือนจะทำได้ยากเหลือเกิน

“นี่นาย ปล่อยเลย”

“นี่รัก”

“ไอรัก”

“ตอบมาก่อนว่าพี่จีบได้ไหม”

สิ้นประโยคคำถาม ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารตัวเล็กทันที ดวงตากลมมองหลุกหลิกซ้ายขวาแต่ไม่ยอมมองสบตาดุที่กำลังมองตนอยู่

“นะครับรัก ให้พี่จีบนะ” ยิ่งได้ยินน้ำเสียงออดอ้อนจากอีกฝ่ายยิ่งทำให้ไอรักหน้าแดงมากกว่าเดิมอย่างช่วยไม่ได้ คนตัวเล็กพยายามหาที่มุดเพื่อหลบสายตาอีกฝ่ายแต่ไม่สามารถทำได้จนตัดสินใจฟุบหน้าลงกับโต๊ะอาหาร ทำเอาดลภัทรหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู “รัก ตอบพี่ก่อนเร็ว”

“...”

“อะไรนะครับ”

“ไม่รู้! เราไม่รู้อะไรทั้งนั้นแหละ อยากทำอะไรก็ทำไปเลย!” ดลภัทรยิ้มกว้างพลางหัวเราะกับท่าทีน่ารักของอีกฝ่าย

“เราพูดเองนะ เพราะฉะนั้นหลังจากนี้”

“...”

“ฝากตัวด้วยนะครับ”

ไอรักนิ่งแข็งค้างไปแล้วเพราะรอยยิ้มของคนอายุมากกว่า ใครจะคิดว่าดวงตาเล็กแต่ดุดันนั้นเวลายิ้มแล้วจะน่ารักได้ขนาดนี้ เพราะแบบนั้นหัวใจดวงเล็กในอกด้านซ้ายถึงได้เต้นโครมครามไม่หยุด

ไอรักช้อนตามองคนที่นั่งยิ้มอยู่ตรงหน้าแล้วเสหลบมองพื้นโต๊ะ นึกอยากเอาหัวโขกอะไรสักอย่างให้สลบไปเลยจะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากันแบบนี้อีก

“อย่ามองพี่แบบนี้ได้หรือเปล่า”

“อะไรอีก”

“รักน่ารักเกินไป พี่เห็นแล้วใจไม่ดีเลยครับ” คนถูกชมโต้งๆ นิ่งค้างไป ก่อนจะได้สติอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอของอีกฝ่าย ไอรักสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนมันออกมาอย่างใจเย็น ว่าเขาดื้อคนตรงหน้าเขาก็หน้าทนเหมือนกันนั่นแหละ

“จะทำอะไรก็ทำเถอะ แต่ตอนนี้นายปล่อยมือก่อนได้ไหมจะกินข้าว”

“เรียกพี่ดลก่อน”

“เรื่องมาก! เยอะกับเราจีบให้ตายก็ไม่ติดหรอกนะ”

“แน่ะ เล่นตัว”

“ไอ้--”

“อ๊ะๆ พี่แก่กว่านะ”

“แค่ปีเดียว! ก่อนหน้านี้เรียกแค่นายๆ นายยังไม่เห็นว่าอะไรเลย” ไอรักเถียง เป็นการเถียงที่ดลภัทรคิดว่าไม่ควรให้อีกฝ่ายไปทำหน้าแบบนี้กับใครที่ไหนอีก

เขาไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าแมวตัวนี้ดื้อแล้วน่ารักกว่าเวลาปกติ

“โอเค ไม่เรียกก็ไม่เรียก แต่เรื่องจีบพี่พูดจริงๆ นะ ฝากพิจารณานายดลภัทรคนนี้ด้วยนะครับ”

“พอเลย นายมันเพ้อเจ้ออะ เช็คบิลดีกว่าเราอยากกลับบ้านแล้ว”

“เฉไฉเก่ง”

“เปล่าเสียหน่อย” ไอรักปฏิเสธเสียงเบา ภายในใจกำลังว้าวุ่นอยู่ไม่น้อยเพราะจู่ๆ เขาก็โดนจู่โจมจากคนที่ตัวเองมีอคติด้วยมากที่สุด นี่ถ้ารัฐนนท์รู้เรื่องต้องหัวเราะเยาะใส่เขาเป็นแน่

“นี่รัก” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกคนตัวเล็กที่รีบเดินจ้ำไปที่รถ ใบหน้าน่ารักหันมาเลิกคิ้วให้เขาเงียบๆ แต่ไม่ยอมพูดอะไร “ที่พี่พูดน่ะ พี่พูดจริงๆ นะ รักอนุญาตใช่ไหม”

ไอรักถอนหายใจ เขาหันกลับมามองคนถามที่ตอนนี้ยังมีเฝือกพันอยู่เต็มแขนด้านขวา

“เรื่องแบบนี้นะพี่ดล ไม่มีใครเขาถามหน้าตาเฉยแบบพี่ทำหรอก อยากทำอะไรก็ทำเถอะเราไม่ห้าม แต่จะสำเร็จไหมนั่นมันขึ้นอยู่กับตัวพี่เอง”

ริมฝีปากหยักคลี่ยิ้มกว้างให้กับคนตัวเล็กที่ตอบคำถามเขายาวเหยียด ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายของดลภัทรเต้นรัวเร็วจนเขาได้ยินเสียงหัวใจตัวเองตั้งแต่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาว่า 'พี่ดล' ทั้งที่ใครต่อใครต่างเรียกเขาแบบนี้กันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเป็นคนตรงหน้าที่ยอมเอ่ยปากเรียก หัวใจเขากลับเต้นจนแทบหลุดออกมาด้านนอกเสียได้

ร่างสูงขยับเดินเข้าไปใกล้คนตัวเล็กกว่าอีกนิด ดวงตาคมมองพิจารณารูปหน้าของอีกฝ่ายใกล้ๆ แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ

ไอรักหน้าเหมือนแมวเสียจริง มันทำให้ดลภัทรรู้สึกมีความสุขทุกทั้งที่ได้มองเวลาอีกฝ่ายทำตัวเป็นเด็กดื้อ น่าจับมาตีเสียให้เข็ด

“พี่ฝากตัวด้วยนะครับน้องไอรัก”

“อื้อ รู้แล้วน่า ขึ้นรถได้แล้วเราไปส่งที่บ้าน”

“ไปบ้านรักแทนได้ไหม ยังไม่อยากกลับบ้านเลย หรือรักจะมาอยู่บ้านพี่ดี”

“ทะลึ่งแล้วนะนายน่ะ กลับบ้านนายนั่นแหละไม่ต้องมาเถียงเลย”

“โธ่รัก”

“หยุดเลยไม่ต้องดื้อ”

ดลภัทรถอนหายใจพลางหัวเราะ ใครกันแน่ที่ดื้อไม่หยุดไม่หย่อน ดื้อจนเป็นภัยต่อหัวใจของเขาจนได้

ไอรักไม่เคยรู้เลยหรือไงว่าตัวเองน่ารักขนาดไหน




#ดลใจไอรัก

END



--------------------------------------------

จบแล้วค่ะ ฟิค 3 ตอนที่จับพลัดจับผลูโดนน้องคนหนึ่งยุให้เขียน ได้ฟิคออกมาเรื่องหนึ่งเสียอย่างนั้น
ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ :) 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น